ระหว่างวันที่ 20–21 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร
(องค์การมหาชน) หรือ ARDA จัดกิจกรรม “App Tech
Connect เทคโนโลยีที่เหมาะสม เชื่อมอนาคตเกษตรกรไทย”
นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ : เชียงใหม่
ลำปาง พะเยา เชียงราย เปิดโลกนวัตกรรมสู่การใช้งานในสนามจริง
ชี้ให้เห็นพลังงานวิจัยที่พร้อมเปลี่ยนชีวิตเกษตรกร ตั้งแต่กระบวนการผลิต
คุณภาพผลผลิต ตลาดสร้างรายได้ ไปจนถึงความยั่งยืนของชุมชน
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล
ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า
ปัจจุบันกษตรกรไทยต้องเจอกับปัญหากดดันรอบด้านทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น
ราคาผลผลิตและภูมิอากาศผันผวน มาตรการกีดกันทางการค้า ตลอดจนโครงสร้างประชากรที่ก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว
ปัญหาเหล่านี้หากไม่เร่งปรับตัวจะกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยทั้งระบบ
จากความท้าทายดังกล่าว ARDA จึงเดินหน้าผลักดัน “เทคโนโลยีที่เหมาะสม (Appropriate
Technology)” ภายใต้นโยบายของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)
ที่ตั้งเป้าหมายชัดว่า ต้องทำให้เกษตรกร 20,000 ครัวเรือน
มีรายได้เพิ่มขึ้น 20% ภายใน 2 ปี
ผ่านเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้เกิดผลจริงในพื้นที่โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีต้นทุนจำกัด
ปัจจุบัน ARDA ได้อนุมัติทุนวิจัยภายใต้แผนงานมุ่งเป้า APP
TECH แล้ว 36 โครงการ
ครอบคลุมเทคโนโลยีทั้งพืชไร่ พืชสวน และปศุสัตว์ ร่วมกับพันธมิตร 24 หน่วยงาน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 61 จังหวัดทั่วประเทศ
ขณะนี้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมแล้วกว่า 17,596 ครัวเรือน
สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรมีความเชื่อมั่นต่อเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริง
สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ARDA นำชม 4
ผลงานเด่นที่ ดังนี้
ครั้งแรกของไทย! เทคโนโลยีผสมเทียมขั้นสูง ‘ไทยแบล็คกรมปศุสัตว์’ เขย่าอุตสาหกรรมเนื้อ ลดนำเข้า 2 ล้านตัน/ปี ดันรายได้เกษตรกรพุ่งตัวละ 40,000 บาท
อุตสาหกรรมโคเนื้อไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ
ผลผลิตลดลงจากโรคลัมปีสกิน ต้นทุนอาหารสัตว์พุ่งสูง
ขณะที่ความต้องการเนื้อพรีเมียมในประเทศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
แต่กำลังผลิตยังไม่พอจนต้องนำเข้ามากกว่า 2 ล้านตันต่อปี
กระทบทั้งความมั่นคงอาหารและขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ARDA สนับหนุนงานวิจัยให้
กรมปศุสัตว์พัฒนา “โคไทยแบล็คกรมปศุสัตว์” โคเนื้อพรีเมียมที่ผสมระหว่างวากิว
แองกัส และโคพื้นเมืองไทย จนได้โคที่ทนร้อน เนื้อนุ่ม
และให้เกรดเนื้อสูงกว่าเกณฑ์ทั่วไปอย่างชัดเจน พร้อมช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรถึง 30,000–40,000 บาทต่อตัว
จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงการฯ
คือการพัฒนาชุดเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงตั้งแต่กระบวนการ “เก็บไข่ – ปฏิสนธิ –
ย้ายฝากตัวอ่อน” ทำให้สามารถขยายพันธุ์โคคุณภาพสูงได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า
โดยเก็บไข่จากแม่พันธุ์ปฏิสนธิในห้องแล็บ
และย้ายฝากไปยังแม่โคอุ้มบุญในฟาร์มทั่วประเทศ
และเมื่อผสานกับเทคนิคอาหารสัตว์แบบแม่นยำ ทำให้เกษตรกรขุนโคได้เร็วขึ้น
ลดเวลาอย่างน้อย 2 เดือน โดยปัจจุบันโครงการฯ
สามารถสร้างแม่โคตั้งท้องแล้วกว่า 541 ตัว
ฝากย้ายตัวอ่อนแล้ว 170 ตัว เกษตรกรกว่า 540 รายได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการพัฒนาทักษะอย่างเป็นระบบ
ส่งผลให้ฟาร์มจำนวน 108 แห่ง ในกว่า 17
จังหวัด และเริ่มผลิตเนื้อพรีเมียมออกสู่ตลาดได้จริง
ARDA สนับสนุนทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัยพะเยาพัฒนาพันธุ์ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลูกผสม “UP227 และ UP242 ” ชูจุดเด่นให้ผลผลิตเมล็ดเพิ่มมากกว่า 20% จาก 1,200 กก./ไร่ เป็น 1,500 กก./ไร่ สร้างรายได้เกษตรกรสูงขึ้น 20–30% ต้านทานโรคและแมลงได้ดี เหมาะกับพื้นที่หลังนาในภาคเหนือโดยเฉพาะ ปัจจุบันโครงการฯ สามารถรวมกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาในพื้นที่ 6 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ พะเยา เชียงราย แพร่ ลำปาง น่าน และเชียงใหม่ ซึ่งผลจากการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ทำให้ “เกษตรกรผลิตพันธุ์เองได้” สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมได้มากถึง 25,000–36,000 กก. ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นโดยได้ผลผลิต 550 กก.ต่อไร่ จากเดิมได้เพียง 450 กก.ต่อไร่ ซึ่งช่วยรองรับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ SMEsเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ทำให้ “เกษตรกรผลิตพันธุ์เองได้” และผ่านการขึ้นทะเบียนพันธุ์ลูกผสมดีเด่นเรียบร้อยแล้ว
ARDA
ปั้นภาคเหนือเป็นแหล่ง ‘ข้าวพรีเมียมไทย’ ดันสาลี–จาปอนิกาทะยาน
เพิ่มรายได้เกษตรกรพุ่งเป็นเท่าตัว!
ARDA เดินหน้าพัฒนาพืชหลังนาและพืชพรีเมียมมูลค่าสูงในภาคเหนืออย่างเป็นระบบ เแก้โจทย์รายได้ไม่ต่อเนื่องของเกษตรกรในพื้นที่น้ำน้อย ตั้งเป้าลดการพึ่งพาการนำเข้าข้าวระดับพรีเมียมของประเทศ โดยผลักดันสองโครงการสำคัญ คือ “ข้าวสาลี” และ “ข้าวจาปอนิกา” ซึ่งต่างเป็นพืชที่ตอบโจทย์ทั้งตลาดและศักยภาพพื้นที่จริง ข้าวสาลี ดำเนินโครงการโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ช่วยพลิกพื้นที่หลังนาให้มีรายได้เพิ่ม 3 เดือนช่วงฤดูหนาว ด้วยคุณสมบัติใช้น้ำน้อยและเหมาะกับพื้นที่สูง ยกระดับผลผลิตจากต่ำกว่า 250 เป็น 350–400 กก./ไร่ ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 20% พร้อมสร้างต้นแบบเกษตรกรและผู้ประกอบการแปรรูปในการผลิตผลิตภัณฑ์ใหม่มูลค่าสูง เช่น คราฟต์เบียร์ อาหารสุขภาพ และหลอดข้าวสาลี
ในขณะเดียวกัน ข้าวจาปอนิกา
ดำเนินโครงการโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
เป็นสินค้าทางเลือกเพื่อตลาดเฉพาะที่ไทยต้องนำเข้า 2,100
ตันต่อปี มูลค่า 50 ล้านบาท
ปัจจุบันเกษตรกรได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดและการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ลดต้นทุนลง
14% ผลผลิตเพิ่มเป็นเฉลี่ย 945 กก./ไร่
(เดิมเกษตรกรผลิตได้น้อยกว่า 800 กก./ไร่) ทำให้เกษตรกร 105 รายมีกำไรเพิ่มขึ้นมากกว่า 20% หรือกว่า 6,567 บาท/ไร่ พร้อมยกระดับมาตรฐาน GAP ให้เกษตรกร
และพัฒนาโรงสีสู่มาตรฐาน GHP/HACCP เพื่อรองรับการผลิตเชิงพาณิชย์
ทั้งสองโครงการกำลังปั้นห่วงโซ่มูลค่าข้าวภาคเหนือใหม่อย่างครบวงจร เพิ่มรายได้
ลดนำเข้า และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งและยั่งยืน
ผลงานวิจัยที่นำเสนอในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการโชว์ผลงานวิจัย
แต่คือการโชว์จุดเริ่มต้นของการยกระดับเกษตรไทยทั้งระบบ
ให้หลุดพ้นจากวงจรต้นทุนสูง–รายได้ต่ำ สู่ยุคใหม่ที่ “เทคโนโลยีทำงานแทนต้นทุน
และงานวิจัยสร้างรายได้จริง” และ ARDA พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมโยงทุกความสำเร็จของงานวิจัยไปขยายผลจากต้นแบบในภาคเหนือไปสู่เกษตรกรทั่วประเทศ
เพื่อให้ทุกครัวเรือนมีอนาคตที่มั่นคง แข่งขันได้
และยืนอยู่ได้อย่างภาคภูมิในเศรษฐกิจใหม่ของโลกได้อย่างมั่นใจ














