สยามคูโบต้า เดินหน้าวิสัยทัศน์ Global Major Brand 2030
ปักธงบทบาท “FOOD SECURITY PARTNERSHIPS” ในห่วงโซ่อุปทานอาหารโลก
เสริมความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน ชูแผนธุรกิจระยะกลาง ชู 2 จุดแข็ง
“สมาร์ตฟาร์มมิ่ง – เกษตรมูลค่าสูง” ดันรายได้เกษตรกรและเศรษฐกิจฐานรากเติบโต
พร้อมเร่งปั้น “KUBOTA Next Gen Farmer” รับมือวิกฤตเกษตรกรขาดแคลน
พร้อมเตรียมเปิดตัว 3 สินค้าใหม่ ปี 2569
“รถตัดอ้อย - แทรกเตอร์ตู้แอร์ - โดรนการเกษตร” พร้อมหนุนบริการหลังการขาย
มุ่งสู่แบรนด์อันดับหนึ่งในใจเกษตรกร
บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด แถลงข่าวประกาศผลประกอบการปี
2568 แข็งแกร่ง ทำรายได้กว่า 55,000 ล้านบาท
ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาคอาเซียน
เดินหน้าแผนยุทธศาสตร์ปี 2569 มุ่งสู่การเป็น “Global Major
Brand” ผลักดันประเทศไทยสู่บทบาทการผลิตการเป็นศูนย์กลาง “KUBOTA
Agri Solutions” และปักธงแบรนด์ในฐานะ “Food Security
Partnerships” เสริมความมั่นคงด้านอาหารอย่างยั่งยืน
ด้วยมาตราฐานการผลิตระดับเดียวกับคูโบต้าประเทศญี่ปุ่น
ควบคู่การเร่งขับเคลื่อนเกษตรกรรุ่นใหม่ภายใต้แนวคิด “KUBOTA Next Gen
Farmer” พร้อมเตรียมเปิดตัว 3 นวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรใหม่
นายคาซึโนริ ทานิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา สยามคูโบต้ายังคงรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับความท้าทายจากหลายปัจจัย โดยผลการดำเนินธุรกิจในปี 2568 อยู่ที่ 55,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากในประเทศร้อยละ 60 และต่างประเทศร้อยละ 40 สะท้อนความเป็นผู้นำด้านการผลิตในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ ยังคาดการณ์ว่า ผลการดำเนินงานประจำปี 2569 ที่ 62,000 ล้านบาท จากการวางกลยุทธ์เชิงรุกที่มุ่งยกระดับธุรกิจจากผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันเกษตรครบวงจร (Total Agri-Solutions Provider) ผ่านการผสานเทคโนโลยีดิจิทัล นวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร และระบบบริหารจัดการฟาร์มอัจฉริยะเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ
สำหรับปีนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของคูโบต้าในการเดินหน้าสู่การเป็น “Global
Major Brand 2030”
ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างความยั่งยืนในสามมิติหลัก ได้แก่ อาหาร น้ำ
และสิ่งแวดล้อม โดยยกระดับโครงสร้างการบริหารและแนวทางการพัฒนาโซลูชัน
พร้อมผสานศักยภาพของทุกภาคส่วนในองค์กรให้สามารถดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ในส่วนของประเทศไทย สยามคูโบต้ามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายดังกล่าว
โดยวางตำแหน่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง “KUBOTA Agri Solutions” ใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ พื้นที่นำร่อง (Pilot Site) สำหรับทดลอง
พัฒนา และยกระดับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเกษตร และ
ศูนย์กลางการเรียนรู้และถ่ายทอดโซลูชัน นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี
และนวัตกรรมที่พัฒนาในไทยไปต่อยอดและส่งต่อไปยังประเทศใกล้เคียง
“อีกหนึ่งแผนงานที่สำคัญ
คือการมุ่งมั่นรักษามาตราฐานด้านการผลิตของประเทศไทยในระดับเดียวกับคูโบต้าประเทศญี่ปุ่น
โดยยึดมั่นในมาตรฐานการผลิตด้านคุณภาพ ต้นทุน และการส่งมอบ (QCD:
Quality, Cost, Delivery) เพื่อสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ลูกค้า”
นายคาซึโนริ กล่าวสรุป
นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส
บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า
ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรของประเทศไทยในปี 2568 ขยายตัวร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับปี
2567 โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นและสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก
ส่งผลให้เกษตรกรสามารถขยายพื้นที่เพาะปลูกและเพิ่มรอบการผลิตได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาคการเกษตรยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย
ทั้งความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ มาตรการกีดกันทางการค้าในบางประเทศคู่ค้า
รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันและความต้องการสินค้าเกษตรไทยในตลาดโลก
สำหรับทิศทางปี 2569
คาดว่าเศรษฐกิจการเกษตรของไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวในกรอบร้อยละ 2 – 3
โดยมีแรงสนับสนุนจากปริมาณน้ำสะสมที่อยู่ในระดับดีจากปี 2568
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ตลอดจนความต้องการบริโภคภายในประเทศที่มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ขณะเดียวกัน ตลาดเกษตรในภูมิภาคอาเซียนยังคงมีศักยภาพการเติบโตที่น่าสนใจ
แม้ภาพรวมจะมีสัญญาณเชิงบวก
แต่ภาคการเกษตรยังจำเป็นต้องติดตามและบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
โดยเฉพาะความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ และสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ
“ปัจจุบันภาคการเกษตรยังคงมีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
โดยสำหรับปี 2569 แนวโน้ม GDP ภาคเกษตรในส่วนของพืชจะเติบโตประมาณร้อยละ 2 - 3
โดยคาดการณ์พืชเศรษฐกิจหลักที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
ปาล์มน้ำมัน อ้อยโรงงาน และยางพารา ตามลำดับ ทั้งนี้
เพื่อขานรับแนวนโยบายของร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 พ.ศ. 2571
– 2575
สยามคูโบต้าเล็งเห็นถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาดังกล่าว
โดยเฉพาะในมิติด้านเศรษฐกิจ อาทิ อาหารแห่งอนาคต การแพทย์และสุขภาพ
และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
โดยผลักดันให้มีการบริหารจัดการน้ำ และสร้างการลงทุนสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่จะสามารถขับเคลื่อนภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน”
นางวราภรณ์ กล่าวต่อว่า
สยามคูโบต้าจึงเร่งขับเคลื่อนแผนระยะกลางของบริษัทฯ
เพื่อยกระดับความสามารถในการผลิตและเพิ่มรายได้เกษตรกรผ่าน 2 มิติหลัก คือ 1.
ยกระดับด้วย Smart Farming ผ่านแพลตฟอร์มอัจฉริยะ ทั้งระบบ KIS
(KUBOTA Intelligence Solutions) บริหารจัดการเครื่องจักร แอปฯ K-iAgri
(เค-ไออะกริ) และการควบคุมโดรนครบวงจร
ที่ช่วยวางแผนการเพาะปลูกและควบคุมต้นทุนอย่างแม่นยำเพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืน
และ 2. ขับเคลื่อนเกษตรมูลค่าสูง ส่งเสริมการปลูกพืชผสมผสานและพืชมูลค่าสูง
พร้อมจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์เพิ่มรายได้ และเชื่อมโยงการขายสู่ผู้บริโภคโดยตรง
ทั้งนี้ เพื่อผลักดันเป้าหมายดังกล่าวจึงเป็นที่มาของการเข้าร่วมงาน
“มหกรรมพืชสวนโลก 2569” ณ จังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 1
พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 เพื่อแสดงศักยภาพผู้นำนวัตกรรมเกษตรระดับนานาชาติ
ผ่าน “คูโบต้าพาวิลเลียน” บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร
ซึ่งจะเผยโฉมเทคโนโลยีเครื่องจักรกลล่าสุดจากญี่ปุ่น
พร้อมสาธิตโซลูชันเกษตรอัจฉริยะและโมเดลการจัดการพืชมูลค่าสูง (High Value
Crops) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างรายได้ที่มั่นคง
ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์นวัตกรรมที่พร้อมขับเคลื่อนเกษตรกรไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง
“ตลอดระยะเวลากว่า 48 ปีที่อยู่เคียงข้างเกษตรกรไทย
สยามคูโบต้าตระหนักถึงการปูเส้นทางของเกษตรกรยุคใหม่จึงเป็นที่มาของแนวคิด “KUBOTA
Next Gen Farmer” เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่แข็งแกร่งและเสริมสร้างทัศนคติเชิงบวกต่ออาชีพเกษตรกรรม
โดยมุ่งพัฒนาทักษะเกษตรอัจฉริยะให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย
ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้ที่สนใจในภาคการเกษตร
เพื่อบ่มเพาะต้นกล้าเหล่านี้ให้เติบโตเป็นบุคลากรคุณภาพที่พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้ต่อไป
โดยดำเนินการปั้นเกษตรกรรุ่นใหม่ผ่านโครงการ Next Gen Farmer พร้อมกันนี้ยังให้ความสำคัญทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร
ระดับห่วงโซ่อุปทาน และในระดับสังคม เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ในภาคการเกษตรผ่านโครงการนวัตกรรมเกษตรคาร์บอนต่ำ อาทิ พิจิตรแซนด์บ็อกซ์
ทั้งนี้ท่ามกลางความท้าทายด้านความมั่นคงทางอาหาร
การสร้างระบบนิเวศที่พร้อมรองรับอนาคตเป็นเรื่องที่สำคัญ
ควบคู่กับการดึงดูดและพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ
เพื่อร่วมขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยให้ตอบโจทย์ Food Security อย่างสมดุลทั้งเศรษฐกิจ
สังคม และสิ่งแวดล้อม
“นอกเหนือจากการวางกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อการเติบโตในทุกมิติของระบบนิเวศเรื่องการเกษตร
สยามคูโบต้ายังให้ความสำคัญกับ “คน” ในฐานะหัวใจขององค์กร
ผ่านการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้วยแนวคิด Build–Buy–Borrow ทั้งการมุ่งเน้นสร้างบุคลากรให้มีคุณภาพผ่านระบบบริหารจัดการที่ทันสมัย
สรรหาผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อต่อยอดทักษะความรู้
ตลอดจนสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับองค์กรภายนอก ทั้งภาครัฐและสถาบันการศึกษา
ในการร่วมศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ รวมถึงเทคโนโลยีทางการเกษตร
ขณะที่ยังมุ่งมั่นยกระดับคุณภาพชีวิตของพนักงานทุกเจนเนอเรชันอย่างรอบด้าน
พร้อมดูแลสุขภาวะทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และความมั่นคงทางการเงิน” นางวราภรณ์
กล่าวสรุป
นายปุณนะ วงศ์ธนาศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่
ผู้จัดการทั่วไปสายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด
ระบุว่า แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลก
สยามคูโบต้ายังคงยืนหยัดเคียงข้างเกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลยุทธ์ MIND
มุ่งยกระดับโซลูชันเพื่อลดต้นทุน และเพิ่มผลผลิตในภาคเกษตร
ผ่านความเข้าใจในความต้องการจริง และการดูแลด้วยหัวใจ
พร้อมก้าวเคียงข้างเกษตรกรไทยในทุกสถานการณ์
Next Level of Market Insight & Agility (M - เจาะลึกด้วยการตลาด)
มุ่งมั่นผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ
เทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ไปจนถึงระบบบริการหลังการขาย อะไหล่
และเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรมั่นใจได้ว่า
ไม่ว่าจะเผชิญสถานการณ์ใด ก็ยังมีพันธมิตรที่พร้อมดูแลในทุกช่วงของการทำเกษตร
ด้วยแนวคิด Purchase Once, Lifetime Confidence ซื้อหนึ่งครั้งสร้างความมั่นใจตลอดชีวิต
พร้อมกันนี้ยังได้รับการการันตีด้วยรางวัลด้านงานบริการระดับนานาชาติ Stevie
Awards 2026 ระดับ Gold ซึ่งเป็นรางวัลที่มอบให้กับองค์กรธุรกิจระดับชั้นนำจากนานาชาติ
จัดขึ้น ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา
Next Level of Innovation-Driven Solutions (I - สนับสนุนนวัตกรรมโซลูชัน)
มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมสินค้าต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีล้ำสมัยจาก คูโบต้า
คอร์ปอเรชั่น มาประยุกต์ใช้
เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการทำเกษตรและตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร
รวมถึงส่งมอบโซลูชันที่ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และลดความกังวลจากผลกระทบของสภาวะโลกรวน
โดยเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ในปี 2569 ได้แก่ รถตัดอ้อย รุ่น SH-K1 ขนาด 173 แรงม้า ซึ่งช่วยลดปัญหาหมอกควันจากการเผาอ้อยสาเหตุของฝุ่น PM
2.5 แทรกเตอร์พร้อมตู้แอร์
ตอบโจทย์การใช้งานสำหรับในสภาพอากาศร้อนและลดการเผชิญกับภาวะฝุ่นควันโดยตรง และ
โดรนการเกษตร
Next Level of eNhance the Living Quality (N - ยกระดับคุณภาพชีวิต)
ตอกย้ำเป้าหมายการมุ่งสู่แบรนด์อันดับหนึ่งในใจของเกษตรกร
สยามคูโบต้ายังดำเนินโครงการที่มุ่งสร้างความผูกพัน
และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรไทยอย่างยั่งยืน ได้แก่
1.
Agri-Solutions Project การส่งเสริมการปลูกมันสำปะหลังแบบร่องกว้าง
เพื่อลดต้นทุนการใช้แรงงาน ปุ๋ยและยา
ด้วยการใช้แทรกเตอร์ขนาดเล็กทำงานบำรุงรักษาระหว่างร่อง
ผ่านแปลงเกษตรกรในพื้นที่นำร่อง
2. ส่งเสริมการปลูกพืชหลังนา
เพื่อเพิ่มรายได้ควบคู่กับการปลูกข้าว
และเพิ่มการใช้ประโยชน์พื้นที่หลังการเก็บเกี่ยว โดยส่งเสริมทั้งการปลูกถั่วเหลือง
ซึ่งเป็นพืชใช้น้ำน้อยรวมถึงช่วยเพิ่มแร่ธาตุให้ดิน และ การปลูกดอกไม้โดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตร
เช่น ดอกดาวเรือง ซึ่งมีระยะเวลาในการเก็บผลผลิตสั้นและเก็บได้หลายรอบ
3. Authorized
Dealer Sustainable Development โครงการอบรมเจ้าหน้าที่ของผู้แทนจำหน่ายให้มีความรู้ความเข้าใจโซลูชันการทำการเกษตร
เพื่อให้สามารถให้ข้อแนะนำควบคู่กับการใช้เครื่องจักรกลของคูโบต้า
4. กิจกรรมสัมมนาและเวิร์กช็อป โดรนคูโบต้า คุ้มค่า คุ้มทุน ควบคุมได้



.jpg)
