(วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2569) เวลา
14.00 น. ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นางสาวศุภมาส อิศรภักดี
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสื่อมวลชน
เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์และหาแนวทางแก้ไขผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานด้านสื่อสารมวลชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน
และแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าร่วม
สำหรับผู้เข้าร่วมประชุมครั้งนี้
ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญ อาทิ สำนักงาน กสทช.
โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ สถานีโทรทัศน์หลัก ผู้แทนแพลตฟอร์มดิจิทัล
ตลอดจนหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง
โอกาสนี้
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวเปิดการประชุม โดยขอบคุณทุกภาคส่วนที่เข้าร่วม
ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการรับฟังความคิดเห็นจากสื่อมวลชนในฐานะ
“หุ้นส่วนการสื่อสาร” เพื่อร่วมกันถ่ายทอดข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน
และสร้างความเข้าใจที่ตรงกันแก่ประชาชน
โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ได้สรุปสถานการณ์ความรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง
ซึ่งรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยต่อความเดือดร้อนของประชาชน
โดยเฉพาะผลกระทบใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ ด้านพลังงาน
ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการดำรงชีวิตและการประกอบธุรกิจ ด้านเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
ที่ทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีความผันผวน
และด้านความปลอดภัยของคนไทยในพื้นที่เสี่ยง
พร้อมย้ำว่า
รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล
ได้กำหนดให้การบริหารสถานการณ์และการสื่อสารต่อสาธารณะเป็น
“วาระเร่งด่วนของประเทศ” โดยได้จัดตั้งศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์ฯ (ศบก.)
เพื่อบูรณาการการทำงานทุกหน่วยงานให้มีเอกภาพ รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์
โดยในที่ประชุม
มีการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของรัฐบาลใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. ด้านพลังงาน
กระทรวงพลังงานสรุปว่า รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมัน
เพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ และยืนยันว่าปริมาณน้ำมันสำรองยังอยู่ในระดับเพียงพอ
พร้อมเตรียมรณรงค์ “ประหยัดพลังงานระดับชาติ” เพื่อลดผลกระทบในระยะยาว
2. ด้านค่าครองชีพและราคาสินค้า
กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่อย่างเข้มงวด
ป้องกันการกักตุนสินค้า และการฉวยโอกาสขึ้นราคา
พร้อมดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นไม่ให้กระทบประชาชน
3.
ด้านการช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ
กล่าวถึงการเร่งดำเนินการช่วยเหลือ อพยพ และประสานงานทางการทูตอย่างเต็มกำลัง
ในช่วงการหารือ
ผู้แทนสื่อมวลชนได้สะท้อนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารสถานการณ์และการสื่อสารของรัฐบาล
อาทิ
• การจัดทำระบบ
รายงานสถานการณ์น้ำมันสำรองแบบ real-time เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดความตื่นตระหนกของประชาชน
• การพิจารณา
ประกาศราคากลางสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น
เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค
•
การเร่งรณรงค์การประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม
มากกว่าการสื่อสารเรื่องการเติมการพร่องน้ำมัน
•
การสื่อสารเชิงรุกเพื่อรับมือข่าวสารคลาดเคลื่อนในช่วงสถานการณ์วิกฤต
โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า
ข้อคิดเห็นดังกล่าวเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
และสะท้อนบทบาทของสื่อมวลชนในฐานะหุ้นส่วนสำคัญของภาครัฐ
ซึ่งรัฐบาลพร้อมนำไปพิจารณาและบูรณาการในการกำหนดมาตรการและการสื่อสารต่อไป
ในช่วงท้าย
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการ
รับฟังความคิดเห็นจากสื่อมวลชนและทุกภาคส่วน และพร้อมทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด
เพื่อร่วมประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้อง แก้ไขปัญหา
และบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมย้ำว่า
“ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสื่อมวลชนจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น
ลดความตื่นตระหนก และเสริมสร้างเสถียรภาพของสังคม
เพื่อให้ประเทศไทยสามารถผ่านพ้นสถานการณ์วิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างมั่นคง”

