(25 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นอกจากมาตรการบรรเทาค่าครองชีพประชาชน อย่างโครงการคนละครึ่งที่คาดว่าจะเริ่มใช้ในเดือน มิถุนายนรัฐบาลยังเร่งดำเนินการตามแผนเพื่อรับมือความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกในด้านอื่นๆด้วย โดยมุ่งดูแลประชาชน และผู้ประกอบการขนาดต่างๆ โดยเฉพาะ SMEs ให้ผ่านช่วงผันผวน พร้อมเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจไทยในระยะกลางและยาวอย่างยั่งยืน โดยมีกระทรวงพาณิชย์จะเป็นหลักในการขับเคลื่อน 5 มาตรการสำคัญ ที่ประชาชนได้ประโยชน์โดยตรง ได้แก่
1. ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้–ยกระดับชุมชนเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย” ลดราคาสินค้าจำเป็นกว่า 3,000 รายการ ผ่านเครือข่ายค้าปลีกทั่วประเทศ เปิดตลาดออนไลน์ให้ SMEs และลดต้นทุนการผลิตผ่าน “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” และ “ปุ๋ยคนละครึ่ง” ช่วยทั้งประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกรอย่างครบวงจร
2.รักษาเสถียรภาพ–เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ยกระดับทั้งห่วงโซ่การผลิต เน้นแปรรูปเพิ่มมูลค่า ส่งเสริม “ล้งกลางหรือล้งชุมชน” ผลักดันสินค้า GI และแบรนด์เกษตรไทยสู่ตลาดโลก
3. เสริมความเข้มแข็ง SMEs/ชุมชนพัฒนาทักษะ ขยายธุรกิจ ยกระดับการแข่งขัน ป้องกันสินค้านำเข้าทะลัก และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในระบบ
4. ยกระดับเทคโนโลยี–ปลดล็อกกฎระเบียบปรับปรุงกฎเกณฑ์ อำนวยความสะดวกธุรกิจ เพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุน
5. สร้างสมดุลการส่งออก–กระจายความเสี่ยงเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานไทยกับตลาดโลก ลดพึ่งพาตลาดหลัก ขยายตลาดใหม่ และเพิ่มมูลค่าสินค้าและบริการไทย
ในด้านการค้าระหว่างประเทศ รัฐบาลเร่งเดินหน้า FTA เพื่อเปิดตลาดใหม่และดึงดูดการลงทุน โดยอยู่ระหว่างเร่งปิดดีลสำคัญ ได้แก่ ไทย–EU ไทย–เกาหลีใต้ และอาเซียน–แคนาดา ตั้งเป้าสรุปภายในปี 2569
ขณะเดียวกัน FTA ไทย–EFTA ที่ลงนามแล้ว ตั้งเป้ามีผลใช้บังคับ 1 มกราคม 2570 จะช่วยขยายการเข้าถึงตลาดรายได้สูง และยกระดับมาตรฐานการค้าไทย ส่วน FTA ไทย–ศรีลังกา ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการให้มีผลใช้บังคับ จะช่วยเชื่อมโยงการค้าในเอเชียใต้และขยายฐานตลาดภูมิภาค
ทั้งนี้ ในปี 2568 ไทยมีมูลค่าการค้ากับ 18 ประเทศคู่ค้า FTA กว่า 404,963 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 59.2% ของการค้ารวมของประเทศ สะท้อนบทบาทของ FTA ในการสร้างโอกาสใหม่และยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย
“ทั้ง 5 มาตรการเชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ลดภาระประชาชน ยกระดับการผลิต เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ ไปจนถึงการขยายตลาดผ่าน FTA เพื่อสร้างเศรษฐกิจไทยที่เข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุ
