สาระดีดีนิวส์ไทม์

รมช.โฮม ตั้งเป้าผลักดันเชียงรายสู่ “มหานครเกษตรแห่งภาคเหนือ“ ชูสหกรณ์เป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและปฏิรูปภาคการเกษตร


  

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน “รวมพลคนสหกรณ์ในจังหวัดเชียงราย” ซึ่งเป็นงานที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงรายจัดขึ้น เพื่อสร้างการรับรู้และถ่ายทอดนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปสู่สหกรณ์และเกษตรกรอย่างทั่วถึง โดยมี นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายคีตวุฒิ นับแสง ผู้ตรวจราชการกรม ส่วนกลาง และเขตตรวจราชการที่ 16 นายนรินทร์ศักดิ์ พนิตธรรมกูล สหกรณ์จังหวัดเชียงราย พร้อมด้วยผู้บริหารสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ สหกรณ์จังหวัดในพื้นที่ใกล้เคียง ผู้แทนสหกรณ์ เกษตรกรในจังหวัดเชียงราย และผู้แทนจากหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมจำนวน 500 คน ณ ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเชียงราย จำกัด ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย



โอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้การกำกับดูแลของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มุ่งเน้นแนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย” โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อนภาคการเกษตรและสหกรณ์อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการตลาด พร้อมบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และยกระดับขีดความสามารถของเกษตรกรไทย โดยกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนสหกรณ์ไว้ในหลายมิติ ได้แก่

ด้านที่ 1 : การยกระดับสหกรณ์ให้เป็น “องค์กรธุรกิจของชุมชน” ที่มีการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยส่งเสริมการนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพของคณะกรรมการและฝ่ายจัดการ

ด้านที่ 2 : การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสหกรณ์ ผ่านการพัฒนา องค์ความรู้ด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด รวมถึงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร และส่งเสริมการสร้างแบรนด์ของสหกรณ์ เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ด้านที่ 3 : การขับเคลื่อนสหกรณ์ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยสนับสนุนการนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการ การเชื่อมโยงข้อมูล การทำตลาดออนไลน์ และการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

ด้านที่ 4 : การส่งเสริมการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในระดับพื้นที่ ระดับภูมิภาค และระดับประเทศ เพื่อให้เกิดพลังในการต่อรอง การแบ่งปันทรัพยากร และการพัฒนาอย่างบูรณาการ

ด้านที่ 5 : การพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้นำสหกรณ์ ให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่ สามารถนำพาองค์กรสหกรณ์ให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง และประการสำคัญคือการขับเคลื่อนสหกรณ์ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG (เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว) เพื่อให้การพัฒนาเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างความยั่งยืนให้กับภาคการเกษตรในระยะยาว



 “จังหวัดเชียงรายมีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านการผลิตพืชเศรษฐกิจ การแปรรูปสินค้าเกษตร และประตูการค้าชายแดน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงตั้งเป้าผลักดันเชียงรายสู่ “มหานครเกษตรแห่งภาคเหนือ หรือเป็นศูนย์กลางในการผลิตพืชเศรษฐกิจ (Agricultural Hub) ของภาคเหนือ” โดยใช้ระบบสหกรณ์เป็นกลไกยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่เศรษฐกิจระดับภูมิภาค โดยเน้นหนักที่สหกรณ์ภาคการเกษตรซึ่งเป็นหัวใจหลักในการรวบรวมและแปรรูปผลผลิตสำคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา ผลไม้ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และโคนม โดยเฉพาะ “ข้าว” ถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของเชียงราย ปัจจุบันมีสหกรณ์ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าว จำนวน 16 สหกรณ์ มีจุดรับซื้อทั้งสิ้น 29 จุด โดยเริ่มเปิดรับซื้อตั้งแต่เดือนเมษายน - พฤษภาคม 2569 และสามารถรวบรวมได้แล้วกว่า 1 แสน 7 หมื่นตัน คิดเป็นมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านบาท” รมช.ปิยะรัฐชย์ กล่าว



รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงเกษตรฯ จะใช้ “ระบบสหกรณ์” เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการเกษตรของจังหวัดเชียงราย โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นองค์กรธุรกิจของชุมชนที่เข้มแข็ง โปร่งใส และแข่งขันได้ ทั้งการเพิ่มมูลค่าสินค้า การสร้างแบรนด์ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนาธุรกิจของสหกรณ์ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ และการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพและเข้ามาเป็นกำลังสำคัญของขบวนการสหกรณ์ เพื่อให้ภาคการเกษตรของไทยเติบโตอย่างมั่นคง โดยมีกลไกระบบสหกรณ์เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและปฏิรูปภาคการเกษตรของประเทศ

นอกจากนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กล่าวถึงมาตรการเร่งด่วนที่สั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการขับเคลื่อนในช่วงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ขบวนการสหกรณ์ ดังนี้

  1. การส่งเสริมสหกรณ์ผลิตปุ๋ยใช้เอง โดยเฉพาะการทำปุ๋ยผสมใช้เองตามค่าการวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์/ปุ๋ยชีวภาพจากน้ำนมดิบ ลดการใช้ปุ๋ยเคมี และช่วยลดต้นทุนของสมาชิก เพิ่มประสิทธิภาพการเจริญเติบโตของพืช

2. บริหารธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงของสหกรณ์ โดยขอความร่วมมือสหกรณ์ที่มีสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง วางแผนการจัดหาน้ำมันเพื่อให้บริการสมาชิกเพียงพอต่อความต้องการ โดยให้บริการสมาชิกก่อนลูกค้าอื่น ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าเกษตรกรจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอต่อการทำการเกษตร และส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง และไฟฟ้า พร้อมสนับสนุนเงินกู้กองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) ให้แก่สหกรณ์ เพื่อติดตั้งโซลาร์เซลล์และโซล่าร์รูฟท็อป สำหรับใช้ในอุปกรณ์การเกษตรและระบบสูบน้ำ เพื่อลดต้นทุนการใช้พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิง

 3. สนับสนุนเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) กรอบวงเงิน 2,800 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เสริมสภาพคล่อง ลดต้นทุนสมาชิก กระตุ้นเศรษฐกิจด้วยธุรกิจสหกรณ์ รวมทั้งผ่อนผันและขยายเวลาชำระหนี้ให้กับสหกรณ์ที่กู้เงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ (กพส.) และได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

 4. ยกระดับการกระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตล้นตลาด สร้างอำนาจต่อรองและเชื่อมโยงสินค้าตรงสู่ผู้บริโภค ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยพัฒนาการคัดแยก แปรรูปและสร้างแบรนด์สินค้าสหกรณ์ การใช้ระบบดิจิทัลบริหารคลังสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับเพื่อสร้างความโปร่งใส แม่นยำ และเพิ่มทักษะของฝ่ายจัดการ การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดระยะเวลาการทำงาน รวมทั้งสร้างโมเดลการเชื่อมโยงเครือข่าย Cooperative Distribution Center (CDC) ระดับจังหวัด/ระดับภาค เพื่อเป็นจุดกระจายสินค้าสหกรณ์

 สำหรับการจัดงาน “รวมพลคนสหกรณ์ในจังหวัดเชียงราย” นับเป็นกลไกสำคัญในการเปิดเวทีให้เกิดการถ่ายทอดนโยบาย ทิศทาง และมาตรการต่าง ๆ ของภาครัฐไปสู่สหกรณ์และเกษตรกรอย่างทั่วถึง ชัดเจน และเข้าใจง่าย อันจะนำไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้องกับแนวนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นการรวมพลังของขบวนการสหกรณ์เสริมสร้างความเข้มแข็ง แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ ตลอดจนแสดงศักยภาพของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและยั่งยืน



ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนอุปกรณ์การตลาดเพื่อยกระดับศักยภาพสถาบันเกษตรกรให้เป็นผู้ให้บริการทางการเกษตรแบบครบวงจร โดยมอบให้กับสหกรณ์ภาคการเกษตร จำนวน 4 แห่ง รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท ประกอบด้วย

 1) สหกรณ์ประมงพาน จำกัด ได้รับ ใบพัดตีน้ำชุด 12 ใบพัด 6 ชุด, แผงโซลาร์เซลล์พร้อมชุดควบคุมและค่าติดตั้ง ขนาดไม่น้อยกว่า 3,000 วัตต์ 6 ชุด และเครื่องให้อาหารปลา auto feed ขนาดไม่น้อยกว่า 100 ก. 2 เครื่อง รวมมูลค่าทั้งสิ้น 498,700 บาท

 2) สหกรณ์การเกษตรพญาเม็งราย จำกัด ได้รับ ลานตาก 4,525 ตารางเมตร มูลค่า 1,371,500 บาท

 3) สหกรณ์การเกษตรเมืองพาน จำกัด ได้รับรถบรรทุก 6 ล้อ ขนาดไม่น้อยกว่า 210 แรงม้าพร้อมกระบะดัมพ์เกษตร มูลค่า 1,449,000 บาท

 4) สหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด ได้รับ ลานตาก 6,708 ตารางเมตร มูลค่า 2,033,200 บาท

รวมทั้งมอบเงินตามมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูเยียวยาสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ปี 2567 โดยช่วยเหลือด้านทรัพย์สินของสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบในการดำเนินธุรกิจรวบรวมผลผลิตทางการเกษตร จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรหงาวตับเต่า จำกัด เป็นเงิน 603,562 บาท


แสดงความคิดเห็น (0)
ใหม่กว่า เก่ากว่า
สาระดีดีนิวส์ไทม์
สาระดีดีนิวส์ไทม์
สาระดีดีนิวส์ไทม์