กรมประมง..เชิดชูสุดยอดเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี
2569 ด้านการประมง 5 สาขา
ครอบคลุมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ
กลุ่มเกษตรกรทำประมงหรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
และกลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำ
ต้นแบบความสำเร็จด้านการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เป็นแบบอย่างในการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรและชาวประมงในระดับประเทศ
โดยเตรียมเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ พลับพลาที่ประทับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง
ในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 นี้
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า
ด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการพิจารณาคัดเลือกเกษตรกรและบุคคลทางการเกษตร
สถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ที่มีผลงานโดดเด่นในสาขาต่าง ๆ เพื่อยกย่อง เชิดชูเกียรติ
และเผยแพร่ผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน
รวมถึงเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจในการพัฒนาผลงานต่อไปในอนาคต
อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันและสร้างแรงบันดาลใจให้กับเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรรายอื่น
ๆ
ได้ยึดถือเป็นแบบอย่างในการพัฒนาศักยภาพการประกอบอาชีพพร้อมร่วมขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
กรมประมงได้ดำเนินการพิจารณาคัดเลือกเกษตรกร
และสถาบันเกษตรกรดีเด่นด้านการประมง ระดับประเทศ เป็นประจำในทุกปี
ผ่านกระบวนการคัดเลือกอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ
ด้วยเกณฑ์การตัดสินที่มุ่งเน้นความเป็นเลิศอย่างรอบด้าน เพื่อให้ได้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่เหมาะสมและมีคุณภาพอย่างแท้จริง
ผลการคัดเลือกเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2569 ด้านการประมง 5 สาขา
มีดังนี้
ประเภทเกษตรกรและบุคคลทางการเกษตรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 3 สาขา ประกอบด้วย
1) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด
ได้แก่ นายอมร เหลืองนฤมิตชัย
จังหวัดเพชรบุรี
ผู้มุ่งมั่นต่อยอดกิจการจากฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลของครอบครัวพัฒนาสู่ธุรกิจเพาะเลี้ยงปลานิลแบบครบวงจร
ตั้งแต่การผลิตลูกพันธุ์จนถึงการจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ
ผ่านการรับรองมาตรฐานระบบการผลิต ผลผลิต ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ Good
Agricultural Practices (GAP) จากกรมประมง
เป็นฟาร์มปลานิลแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Best
Aquaculture Practices (BAP) และมีส่วนร่วมในการส่งเสริมภาพลักษณ์การบริโภคปลานิลของไทยซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสและขยายช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลานิลมากยิ่งขึ้น
2) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย
ได้แก่ นายประโยชน์ โสรัจจกิจ จังหวัดฉะเชิงเทรา
ผู้ประสบความสำเร็จในการพัฒนาฟาร์มปลากะพงขาวสู่มาตรฐานสากล
จนเป็นฟาร์มปลากะพงขาวแห่งแรกของประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Aquaculture Stewardship Council (ASC) พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า
และมีการบริหารจัดการฟาร์มที่ทันสมัยตามแนวทาง BCG Model และ
Zero Waste ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
3) อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ
ได้แก่ นางสาวภัทรนิษฐ์ ศิระวัฒนารุจน์
จังหวัดกาญจนบุรี
ผู้พัฒนาสายพันธุ์กุ้งแคระใหม่ภายในฟาร์ม อาทิ Green Emerald และ Green Rili จนประสบความสำเร็จ
ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP มาตรฐานสถานประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก
(สอ.3) และมาตรฐานสถานประกอบการรวบรวมสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก
(สอ.4) จากกรมประมง
และก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกกุ้งแคระอันดับ 1 ของประเทศไทย
ประเภทสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 2 สาขา ประกอบด้วย
1) กลุ่มเกษตรกรทำประมงหรือกลุ่มเกษตรกรเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ วิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสม
จังหวัดตราด
ซึ่งเกิดจากการรวมกลุ่มของผู้เลี้ยงหอยนางรมในพื้นที่ ด้วยสมาชิกเพียง 44 ราย ในปี 2563
และสามารถพัฒนาอาชีพจนเกิดความเข้มแข็ง
จนสามารถยกระดับสู่การเป็นวิสาหกิจชุมชนหอยนางรมท่าโสมมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 79 ราย มีการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม ใช้เทคโนโลยีและแนวคิด Zero
Waste และ BCG Model ในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
จนได้มาตรฐานและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้ “หอยนางรมท่าโสม”
ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) สร้างรายได้และความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง
2) กลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำ
ได้แก่ กลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงบ้านสมสะอาด จังหวัดบึงกาฬ
เริ่มต้นจากการรวมกลุ่มเป็นศูนย์เครือข่ายด้านการประมง
ในการเพาะเลี้ยงปลาตะเพียนขาว เมื่อปี 2564 จนสามารถยกระดับสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ปลาส้ม
และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นด้านการแปรรูปสัตว์น้ำกับกรมประมงในปี
2565 จนปัจจุบัน กลุ่มมีสมาชิกจำนวน 34
ราย สามารถพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าเป็นปลาส้มปลาตะเพียน
ได้เดือนละกว่า 400-600 กิโลกรัม
สร้างอาชีพและรายได้ให้กับสมาชิกจนมีผลกำไรเติบโตโดดเด่นจากหลักพันสู่หลักแสนบาทต่อปี
พร้อมทั้งสามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตจนได้รับการรับรองสถานที่แปรรูปอาหารตามมาตรฐาน
Good Manufacturing Practice (GMP) และได้รับเลขสารบบอาหาร
(อย.) ถึง 10 รายการ จากกระทรวงสาธารณสุข
เป็นศูนย์เรียนรู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการแปรรูปสัตว์น้ำให้แก่คนในชุมชนและเยาวชนในพื้นที่และยังมีการส่งเสริมการใช้วัตถุดิบสัตว์น้ำคุณภาพ
ตามมาตรฐาน GAP
ทั้งนี้ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติด้านการประมงที่ได้รับการคัดเลือกดังกล่าว ต้องผ่านการพิจารณาจากหลักเกณฑ์ ดังนี้ 1) ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน 2) ผลงานและความสำเร็จของผลงาน ทั้งปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ 3) ความเป็นผู้นำและการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่าง ๆ 4) การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และในส่วนของสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติด้านการประมงที่ได้รับการคัดเลือกนั้น จะพิจารณาจาก 1) ความคิดริเริ่ม 2) ความสามารถในการบริหารและการจัดการสถาบัน 3) บทบาทและการมีส่วนร่วมของสมาชิกต่อสถาบัน 4) ความมั่นคงและฐานะทางเศรษฐกิจของสถาบัน และ 5) การทำกิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า เกษตรกรดีเด่น
และสถาบันเกษตรกรดีเด่นที่ได้รับรางวัลทุกสาขา
ถือเป็นต้นแบบความสำเร็จที่เกิดจากความมุ่งมั่น ตั้งใจ
และทุ่มเทในการพัฒนาศักยภาพการประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง
โดยกรมประมงพร้อมที่จะสนับสนุนองค์ความรู้ เทคโนโลยี รวมถึงโอกาสทางการตลาดให้กับพี่น้องเกษตรกรชาวประมงรายอื่น
ๆ ได้พัฒนาตนเองให้เกิดความเข้มแข็งสามารถพึ่งพาตนเองได้
พร้อมร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนและยกระดับภาคการประมงของไทยให้เติบโตและมั่นคงอย่างยั่งยืนต่อไป
ภายใต้แนวคิด “Fisheries Connect for Sustainability”
ทั้งนี้ เกษตรกรและผู้แทนสถาบันเกษตรกร
ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติด้านการประมงทั้งหมด
จะเข้าเฝ้ารับพระราชทานโล่รางวัลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
ประจำปี 2569 ณ พลับพลาที่ประทับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง
ในวันพุธที่ 13 พฤษภาคม 2569 นี้





