สาระดีดีนิวส์ไทม์

กรมประมง..เร่งปลดล็อกปัญหา กุ้ง–กะพงขาว ไทย–มาเลเซีย เดินหน้าเจรจาเพื่อรักษาโอกาสทางการค้า พร้อมผลักดันมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร


กรมประมง..เร่งขับเคลื่อนมาตรการรับมือกรณีประเทศมาเลเซียระงับการนำเข้ากุ้งทะเลจากไทย 5 ชนิดเป็นการชั่วคราว ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 โดยเตรียมเดินหน้าให้เกิดการเจรจาระดับรัฐบาล ควบคู่กับการผลักดันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ พร้อมยืนยันประเทศไทยมีระบบควบคุมสุขภาพสัตว์น้ำและมาตรฐานการผลิตที่เข้มแข็งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และพร้อมประสานความร่วมมือกับทางการมาเลเซียเพื่อให้การค้าสัตว์น้ำระหว่างสองประเทศกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด



นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากที่กรมประมงได้รับหนังสือแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตมาเลเซียประจำประเทศไทยเกี่ยวกับมาตรการนำเข้าสัตว์น้ำจากไทย เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ปลากะพงขาวต้องมีผลการตรวจวิเคราะห์ยาปฏิชีวนะ ได้แก่ สารคลอแรมฟินิคอล ไนโตรฟิวแรน ควิโนโลน ฟลูออโรควิโนโลน มาลาไคท์กรีน อ๊อกซีเตรตร้าซัยคลิน จากห้องปฏิบัติการที่ได้รับมาตรฐาน ISO 17025 และได้รับการรับรองจากกรมประมง ขณะที่สินค้ากุ้งจำนวน 5 ชนิดถูกระงับการนำเข้าชั่วคราว จนกว่าฝ่ายมาเลเซียจะประเมินความสามารถของประเทศไทยในการป้องกันและควบคุมโรคในกุ้งแล้วเสร็จ ใน 3 กระบวนการ คือ การประเมินเอกสาร การหารือออนไลน์ และการประเมิน ณ สถานที่จริง  ซึ่งกรมประมงได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและดำเนินการเชิงรุกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานสินค้าประมงไทยในตลาดโลก



 สำหรับการส่งออกปลากะพงขาวของไทยไปยังมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็น “ลูกพันธุ์ปลากะพงขาว” ซึ่งมีใบรับรองสุขภาพสัตว์น้ำกำกับอยู่แล้ว และไม่ได้อยู่ในขอบข่ายของข้อกำหนดการตรวจสารตกค้างดังกล่าว ส่งผลให้ปัจจุบันยังสามารถส่งออกได้ตามปกติ จึงไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการส่งออกลูกพันธุ์ปลากะพงขาวของไทย โดยมีตัวเลขการส่งออกในปี 2568  มูลค่ากว่า 33 ล้านบาท และ ปี 2569 (4 เดือนแรก) ยังมีการส่งออกลูกพันธุ์ปลาอย่างต่อเนื่อง มูลค่าสูงถึง 23.2 ล้านบาท  ส่วนด้านการนำเข้า ส่วนใหญ่เป็นแบบแช่เย็นแช่แข็ง โดยในปี 2568 มูลค่า 425 ล้านบาท และในปี 2569 (4 เดือนแรก) มูลค่า 1.5 ล้านบาท



เพื่อลดผลกระทบให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง กรมประมงได้ดำเนินการเชิงรุกทันที โดยแจ้งเตือนผู้ประกอบการส่งออกอย่างไม่เป็นทางการตั้งแต่วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ พร้อมทั้งเร่งประสานฝ่ายมาเลเซียเพื่อเปิดการเจรจาตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2569 และขอนัดหารืออีกครั้งในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับ จึงได้ประสานขอหารืออย่างต่อเนื่องเรื่อยมา พร้อมทั้งได้จัดส่งคำตอบแบบประเมินความสามารถในการป้องกันและควบคุมโรคในกุ้งให้มาเลเซียตามที่ร้องขอแล้ว ผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 และจัดส่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 มิถุนายน 2569 นี้ เพื่อเร่งรัดกระบวนการพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการปลดล็อกมาตรการดังกล่าวและรักษาโอกาสทางการค้าของผู้ประกอบการไทย ทั้งนี้ มีการส่งออกกุ้งทุกชนิดไปยังมาเลเซีย ทั้งแบบมีชีวิตและผลิตภัณฑ์ ดังนี้ ปี 2566 มูลค่า 774 ล้านบาท ปี 2567 มูลค่า 539 ล้านบาท และปี 2568 มูลค่า 384 ล้านบาท ซึ่งมาเลเซียยังเป็นตลาดส่งออกกุ้งสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง



นอกจากนี้ กรมประมงยังได้ประสานงานกับหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ ได้แก่ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ รวมถึงสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาในทุกมิติ พร้อมช่วยระบายผลผลิตกุ้งในประเทศผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศ รวมถึงเตรียมผลักดันมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งที่ได้รับผลกระทบจากภาวะราคาตกต่ำ โดยเสนอการชดเชยราคากุ้งในอัตรา 20 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในระยะเร่งด่วน และเพิ่มการประชาสัมพันธ์สินค้ากุ้งในงานแสดงสินค้าในต่างประเทศเพื่อเปิดตลาดทางการค้าเพิ่มขึ้น

 อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้ายว่า กรมประมงมีความพร้อมในการชี้แจงข้อมูลทางวิชาการและมาตรฐานการควบคุมโรคสัตว์น้ำของประเทศไทยต่อฝ่ายมาเลเซียอย่างเต็มที่ ซึ่งเชื่อมั่นว่า “ด้วยความร่วมมืออันดีระหว่างทั้งสองประเทศ จะสามารถคลี่คลายประเด็นดังกล่าวได้โดยเร็ว” พร้อมรักษาความต่อเนื่องทางการค้า ควบคู่กับการคุ้มครองผลประโยชน์ของเกษตรกร ผู้ประกอบการ และความเชื่อมั่นในคุณภาพมาตรฐานสินค้าประมงไทยในตลาดโลกอย่างยั่งยืน


แสดงความคิดเห็น (0)
ใหม่กว่า เก่ากว่า
สาระดีดีนิวส์ไทม์
สาระดีดีนิวส์ไทม์
สาระดีดีนิวส์ไทม์