นายพลพีร์ กล่าวว่า OTOP เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในระดับฐานราก โดยนำภูมิปัญญา อัตลักษณ์ และทรัพยากรในท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและสร้างมูลค่าเพิ่ม ขณะที่ปัจจุบันตลาดออนไลน์ได้กลายเป็นช่องทางสำคัญที่ช่วยให้สินค้าจากชุมชนสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ
อย่างไรก็ตาม จากการรับฟังปัญหาของผู้ประกอบการ OTOP พบว่า การจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ยังมีต้นทุนที่ผู้ประกอบการต้องแบกรับ โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมการขาย หรือค่า GP ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อรายได้และกำไรของผู้ประกอบการรายย่อย กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จึงได้หารือและผลักดันความร่วมมือกับ Shopee เพื่อให้เกิดสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมสำหรับผู้ประกอบการ OTOP
“หากภาครัฐต้องการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ OTOP เข้าสู่ตลาดออนไลน์อย่างจริงจัง เราต้องไม่เพียงแต่พาเขาเข้าไปขาย แต่ต้องช่วยทำให้เขา ‘ขายได้ และเหลือกำไร’ ด้วย” นายพลพีร์ กล่าว
สำหรับความร่วมมือภายใต้โครงการ “OTOP ไทยโตไกลกับ Shopee” ผู้ประกอบการ OTOP ที่เข้าร่วมโครงการจะได้ค่าธรรมเนียมพื้นฐานทั้งหมดให้เริ่มต้นที่ 4% เพื่อช่วยลดภาระต้นทุน เพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ และเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันบนตลาดออนไลน์โดยสิทธิประโยชน์ดังกล่าวจะมอบให้แก่ร้านค้า OTOP ที่ลงทะเบียนผ่านระบบของกรมการพัฒนาชุมชนภายใต้โครงการ
นายพลพีร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการลดค่าธรรมเนียม แต่ต้องการให้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบสนับสนุนผู้ประกอบการ OTOP บนตลาดออนไลน์อย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาทักษะดิจิทัล การเปิดร้านค้าออนไลน์ การพัฒนาคอนเทนต์ การใช้เครื่องมือทางการตลาด และกิจกรรมส่งเสริมการขาย ตลอดจนการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือครั้งนี้จะนำจุดแข็งของกรมการพัฒนาชุมชน ซึ่งมีเครือข่ายผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ทั่วประเทศ มาเชื่อมโยงกับศักยภาพด้านเทคโนโลยี เครื่องมือ และสิทธิประโยชน์ทางการตลาดของ Shopee เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภค ขยายช่องทางจำหน่าย และพัฒนาธุรกิจของผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรม
“เป้าหมายของผม คือ อยากเห็นผู้ผลิตสินค้าในชุมชนก้าวสู่การเป็น ‘ผู้ประกอบการ OTOP ยุคใหม่’ ที่สามารถใช้เทคโนโลยีและตลาดดิจิทัลสร้างรายได้ให้กับตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้อย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะอยู่จังหวัดไหน หรือเป็นชุมชนเล็กเพียงใด หากสินค้ามีคุณภาพและมีเอกลักษณ์ ตลาดออนไลน์ต้องเป็นโอกาสที่ทำให้สินค้า OTOP เข้าถึงลูกค้าได้ทั่วประเทศ และต่อยอดไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้นในอนาคต” นายพลพีร์ กล่าว
นายพลพีร์ กล่าวในตอนท้ายว่า การลงนาม MOU ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการลงนามในเอกสาร แต่เป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการ “ลดข้อจำกัด เพิ่มโอกาส และสร้างพื้นที่การเติบโตใหม่ให้กับผู้ประกอบการ OTOP ไทย” พร้อมคาดหวังให้โครงการ “OTOP ไทยโตไกลกับ Shopee” เป็นต้นแบบความร่วมมือกับแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อทำให้ผู้ประกอบการ OTOP “ขายได้มากขึ้น ต้นทุนลดลง กำไรเพิ่มขึ้น และเติบโตได้อย่างยั่งยืน”


