โดยที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติที่เกี่ยวข้องกับ EEC ในหลายเรื่องสำคัญ อาทิ การสนับสนุนให้เริ่มโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก การจัดทำร่างประกาศ กพอ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอรับสิทธิประกอบวิชาชีพเวชกรรมในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพในพื้นที่ EEC รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวทางดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) และการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 8 แห่ง โดยการดำเนินงานดังกล่าวเกิดจากการหารือร่วมกัน เพื่อให้โครงการ EEC เดินหน้าตามแผนอย่างต่อเนื่องและบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ นายกฯ ขอให้กรรมการทุกท่านพิจารณารายละเอียดของวาระการประชุมอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นไปตามกฎระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบการประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม 4 แห่งในจังหวัดชลบุรีและจังหวัดระยอง ทั้งนี้ให้เสนอคณะรัฐมนตรีรับทราบตามมาตรา 11 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561
นอกจากนี้ นายกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดึงดูดการลงทุนในปัจจุบันต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศและความพร้อมรองรับอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งด้านการจ้างงาน การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาบุคลากรไทย รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะเดิม และการสร้างทักษะใหม่ ควบคู่กับการพัฒนาศูนย์เทคโนโลยี ศูนย์การศึกษา และศูนย์วิจัย เพื่อเตรียมบุคลากรให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมสมัยใหม่ พร้อมระบุว่า การลงทุนในปัจจุบันให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีขั้นสูง พร้อมทั้งกำชับให้ประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การส่งเสริมการลงทุนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ข้อมูลจาก เพจไทยคู่ฟ้า

