การผลิตสุราชุมชนไม่ใช่เรื่องใหม่ในพื้นที่ภาคเหนือ
แต่ความท้าทายคือทำอย่างไรให้ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาสามารถควบคุมคุณภาพ
ลดความสูญเสีย และพัฒนาสู่มาตรฐานได้ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร
(องค์การมหาชน) หรือ ARDA จึงสนับสนุนสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
(วว.)
นำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้าไปเสริมกระบวนการผลิตสุราชุมชนในพื้นที่จังหวัดแพร่
น่าน และอุตรดิตถ์ เปลี่ยนการผลิตที่เคยพึ่งพาประสบการณ์ ให้กลายเป็นกระบวนการที่ควบคุมได้
มีคุณภาพสม่ำเสมอ ลดต้นทุนและความสูญเสีย
พร้อมต่อยอดพืชและสมุนไพรท้องถิ่นเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์และมูลค่าสูงขึ้น
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า
จุดแข็งของชุมชนภาคเหนือคือมีทั้งภูมิปัญญาการผลิตสุราและวัตถุดิบทางการเกษตรที่หลากหลาย
แต่ข้อจำกัดสำคัญคือการควบคุมกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ
ตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบ การหมัก การกลั่น ไปจนถึงการควบคุมคุณภาพ
งานวิจัยจึงเข้ามาช่วยลดความแปรปรวน ลดความสูญเสีย และต้นทุน
เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถผลิตสินค้าได้อย่างสม่ำเสมอและเป็นที่ยอมรับของตลาด
ขณะเดียวกัน
เกษตรกรภาคเหนือยังต้องเผชิญกับปัญหาผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันในช่วงฤดูกาล
ทั้งภาวะผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ และข้อจำกัดด้านการเก็บรักษา
การยกระดับสุราชุมชนจึงเป็นอีกช่องทางในการนำข้าว อ้อย ข้าวโพด ผลไม้
และสมุนไพรพื้นถิ่นมาใช้เป็นวัตถุดิบ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีรสชาติ เรื่องราว
และอัตลักษณ์เฉพาะของชุมชน ช่วยเพิ่มทางเลือกในการใช้ประโยชน์จากผลผลิตทางการเกษตร
และสร้างมูลค่าเพิ่มกลับคืนสู่พื้นที่ภายใต้โครงการ
“การพัฒนาชุมชนต้นแบบการผลิตสุรากลั่นคุณภาพจากวัตถุดิบทางการเกษตร” ซึ่งมี
ดร.ราเชนทร์ วิสุทธิแพทย์ เป็นหัวหน้าโครงการ
นำองค์ความรู้เข้าไปพัฒนากระบวนการผลิต ตั้งแต่การคัดเลือกและเตรียมวัตถุดิบ
การปรับปรุงลูกแป้ง การใช้เอนไซม์ช่วยเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล
การคัดเลือกยีสต์ที่เหมาะสม ตลอดจนการควบคุมการหมักและการกลั่น
ก่อนถ่ายทอดความรู้ด้านการปรับระดับแอลกอฮอล์ การกรอง การบ่ม และการบรรจุ
เพื่อยกระดับการผลิตตั้งแต่ต้นทางจนถึงผลิตภัณฑ์ปลายทาง
ปัจจุบันมีผู้ประกอบการประมาณ 30 ชุมชน นำองค์ความรู้ไปใช้
โดยผู้ประกอบการต้นแบบสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้สูงสุด 8–10 เท่า จากเดิม 100 –
200 ลิตร/เดือน เป็น 800 – 1,600 ลิตร/เดือน
ขณะที่ต้นทุนด้านวัตถุดิบและพลังงานลดลงประมาณ 20 – 25% จาก 70 – 80 บาท/ลิตร
เหลือ 50 – 60 บาท/ลิตร และเพิ่มการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรในพื้นที่มากกว่า 100
ตันต่อปี
ดร.ราเชนทร์ วิสุทธิแพทย์
หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวเสริมว่า
แม้การผลิตสุราชุมชนของไทยจะมีรากฐานจากภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมายาวนาน
แต่หนึ่งในโจทย์สำคัญคือความไม่แน่นอนของ “ลูกแป้ง”
ซึ่งประกอบด้วยจุลินทรีย์หลายชนิดและอาจให้ผลแตกต่างกันในแต่ละรอบ เมื่อลูกแป้งไม่มีความสม่ำเสมอ
การหมักจึงอาจไม่สมบูรณ์ ได้ผลผลิตต่ำหรือมีกลิ่นและรสชาติไม่เป็นไปตามต้องการ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสูญเสียทั้งวัตถุดิบ
เวลา และรายได้ ประกอบกับอุปกรณ์บางส่วนยังควบคุมอุณหภูมิได้ยากและได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อม
ทำให้คุณภาพของผลิตภัณฑ์แต่ละรอบแตกต่างกัน ทีมวิจัยจึงนำวิทยาศาสตร์เข้าไป
“เติมความแม่นยำ” ให้กับภูมิปัญญาเดิม
ไม่ใช่การเปลี่ยนสิ่งที่ชุมชนทำได้ดีอยู่แล้ว
แต่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจว่าแต่ละขั้นตอนเกิดอะไรขึ้น ต้องควบคุมจุดใด และเมื่อเกิดปัญหาควรแก้ไขอย่างไร
จากกระบวนการที่เคยอาศัยประสบการณ์และการคาดคะเนจึงพัฒนาไปสู่ระบบที่สามารถควบคุม
ตรวจสอบ และผลิตซ้ำให้ได้คุณภาพสม่ำเสมอมากขึ้น
ผลที่เกิดขึ้นไม่ได้มีเพียงเรื่องคุณภาพ
แต่ยังช่วย “ลดเวลา – เพิ่มรอบการผลิต” จากกระบวนการเดิมที่ใช้เวลาประมาณ 14–21
วันต่อรอบ สามารถลดระยะเวลาเหลือไม่เกิน 10 วัน หรือลดลงสูงสุดกว่า 50%
ช่วยให้ผู้ประกอบการหมุนรอบการผลิตได้เร็วขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ
และสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ ขณะเดียวกัน
งานวิจัยยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
เช่น ปลายข้าว (ข้าวท่อน) ซึ่งเดิมจำหน่ายเป็นวัตถุดิบในราคาประมาณ 15–17
บาทต่อกิโลกรัม เมื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปสามารถพัฒนาเป็นสุราคุณภาพ
โดยสุราขนาด 700 มล. มีมูลค่าเฉพาะน้ำสุราประมาณ 100 บาท
และเมื่อบรรจุในบรรจุภัณฑ์พร้อมอากรแสตมป์ สามารถสร้างมูลค่าได้ถึงประมาณ 300
บาทต่อขวด ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า วิทยาศาสตร์ไม่ได้เพียงช่วยให้ชุมชน
“ผลิตได้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพขึ้น”
แต่ยังช่วยต่อยอดวัตถุดิบทางการเกษตรในท้องถิ่นสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้น
และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่ชุมชน
ด้านนายกิตติพันธ์ เทพคะ
ผู้ประกอบการผลิตสุราชุมชนในจังหวัดน่าน
กล่าวเสริมในฐานะผู้นำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ว่า ทางครอบครัวเริ่มผลิตสุรามาตั้งแต่ปี
2547 โดยใช้ข้าวและลูกแป้งผลิตตามภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา
แม้วิธีเดิมจะมีต้นทุนไม่สูง แต่สิ่งที่ต้องเผชิญมาตลอดคือคุณภาพที่ไม่แน่นอน
ทำให้สูญเสียทั้งวัตถุดิบ เวลา และรายได้ หลังเข้าร่วมโครงการ
ทีมวิจัยเข้ามาช่วยปรับกระบวนการผลิตให้สามารถควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้นตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ
การเตรียมข้าว วิธีนึ่งหรือต้ม การทำลูกแป้ง การใช้เอนไซม์ช่วยย่อยแป้งเป็นน้ำตาล
ไปจนถึงการเลือกยีสต์และควบคุมการหมักให้เหมาะสม รวมถึงให้ความรู้เรื่องการกลั่น
การปรับระดับแอลกอฮอล์ การกรอง การบ่ม และการบรรจุ
ทำให้มั่นใจที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ จากเดิมที่ใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบหลัก
ปัจจุบันได้ขยายไปสู่อ้อย ข้าวโพด น้ำตาลจากช่อดอกมะพร้าว สับปะรด กล้วย มะม่วง
และแตงไทย รวมถึง “มะแขว่น” สมุนไพรพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์ของภาคเหนือ
สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ได้มากกว่า 10 รายการ โดยในปี 2568
กิจการมียอดจำหน่ายประมาณ 15,000 ขวด สร้างรายได้เฉลี่ย 600,000–1,000,000
บาทต่อปี จากเดิมที่มีรายได้ไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
“การทำธุรกิจสุราชุมชนไม่ได้จบแค่ผลิตสินค้าให้ได้
แต่ต้องเข้าใจทั้งเรื่องใบอนุญาต มาตรฐาน ภาษี ฉลาก และช่องทางจำหน่าย เพราะบางอย่างผลิตได้
แต่ไม่ได้หมายความว่าจะขายได้ทันที ที่ผ่านมา
ผู้ประกอบการรายเล็กต้องค้นหาความรู้และลองผิดลองถูกกันเองค่อนข้างมาก
การมีนักวิจัยเข้ามาช่วยทำให้เราไม่ต้องเริ่มจากศูนย์
สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างถูกต้อง และรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เดินต่อไปพร้อมกับธุรกิจ”
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการ ARDA กล่าวปิดท้ายว่า
“ภาคเหนือไม่เคยขาดภูมิปัญญา ไม่เคยขาดวัตถุดิบ และไม่เคยขาดคนที่พร้อมลงมือ
สิ่งที่งานวิจัยเข้าไปเติมคือความแม่นยำ คุณภาพ และโอกาสในการแข่งขัน บทบาทของ ARDA
คือการเชื่อมภูมิปัญญาท้องถิ่น วัตถุดิบ วิทยาศาสตร์
และผู้ประกอบการเข้าด้วยกัน เพื่อให้สิ่งที่บรรพบุรุษส่งต่อมา
ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวในอดีต แต่เติบโตเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน สร้างรายได้
และขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคเหนือให้เดินหน้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ”
#ARDA #สวก #วว #สุราชุมชน #ภูมิปัญญาท้องถิ่น #งานวิจัยสร้างมูลค่า #วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม #เกษตรมูลค่าสูง #เศรษฐกิจฐานราก #งานวิจัยใช้ได้จริง
.






