สาระดีดีนิวส์ไทม์

ARDA หนุนกรมปศุสัตว์ พัฒนาเครื่องมือชี้ 13 เส้นทางเสี่ยงโรคสุกร ช่วยฟาร์มป้องกันโรคตรงจุด ยกระดับมาตรฐานส่งออก


 

โรคระบาดในสุกรไม่เพียงสร้างความเสียหายให้เกษตรกร แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งออกเนื้อสุกรไทย แม้ฟาร์มจะมีมาตรการป้องกันโรคอยู่แล้ว แต่ก็อาจมีจุดเสี่ยงที่ถูกมองข้าม สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่กรมปศุสัตว์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาแบบประเมินความเสี่ยงโรคสุกรจากข้อมูลการจัดการฟาร์ม เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตรวจสอบช่องทางที่เชื้อโรคอาจเข้าสู่ฟาร์ม เช่น ระบบน้ำ อุปกรณ์ สัตว์เลี้ยง และยานพาหนะ พร้อมจัดระดับความเสี่ยงเพื่อให้รู้ว่าควรปรับปรุงจุดใดก่อน โดยผลทดสอบในฟาร์มนำร่อง 10 แห่ง พบว่าทุกฟาร์มยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงด้านระบบน้ำกินและน้ำใช้ สะท้อนความสำคัญของการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับมาตรฐานการป้องกันโรคและเพิ่มความพร้อมสู่ตลาดส่งออก



ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า อุตสาหกรรมสุกรเป็นหนึ่งในภาคการผลิตปศุสัตว์ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลกรมปศุสัตว์ ปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร 142,846 ราย ผลผลิตประมาณ 23.49 ล้านตัว หรือ 1.937 ล้านตัน ขณะที่การส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์มีปริมาณ 10,351 ตัน มูลค่า 1,776 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพและราคาเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านการป้องกันโรคระบาด โดยเฉพาะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) โรคอหิวาต์สุกร (CSF) และโรคปากและเท้าเปื่อย (FMD) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้าสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ระหว่างประเทศ หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการยกระดับฟาร์มเข้าสู่ ระบบคอมพาร์ทเมนต์ (Compartment) ตามหลักการขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ซึ่งเป็นระบบการจัดการฟาร์มที่มีมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มงวด สามารถแสดงหลักฐานสถานะปลอดโรคตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยอาศัย ความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) หรือมาตรการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่และแพร่กระจายภายในฟาร์ม เช่น การควบคุมบุคคล ยานพาหนะ อุปกรณ์ และการจัดการน้ำ ปัจจุบันประเทศไทยมีฟาร์มสุกรที่ได้รับการรับรองระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรค ASF จำนวน 173 ฟาร์ม ขณะที่ฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP มีจำนวน 4,376 ฟาร์ม สะท้อนถึงความสำคัญของการส่งเสริมให้ฟาร์มที่มีศักยภาพพัฒนาระบบป้องกันโรคเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่การรับรองคอมพาร์ทเมนต์เพิ่มเติม




ด้วยเหตุนี้ ARDA จึงมุ่งนำงานวิจัยมาช่วยยกระดับมาตรฐานการป้องกันโรคของฟาร์มสุกร ผ่านโครงการ “การประเมินความเสี่ยงเชิงคุณภาพของเชื้อไวรัสโรคระบาดที่สำคัญเข้าสู่ฟาร์มสุกรในระบบคอมพาร์ทเมนต์เพื่อการส่งออก” ซึ่งดำเนินการโดยกรมปศุสัตว์ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมี นางนพวรรณ บัวมีธูป หัวหน้ากลุ่มพัฒนาวิชาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ประเมินความเสี่ยงตามสภาพการจัดการของแต่ละฟาร์ม และนำผลที่ได้ไปวางแผนปรับปรุงมาตรการป้องกันโรคอย่างเป็นระบบ




“เครื่องมือนี้เปรียบเสมือน ‘แผนที่ความเสี่ยงของฟาร์ม’ ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นว่าจุดใดมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด และควรปรับปรุงมาตรการป้องกันโรคด้านใดก่อน เช่น หากพบความเสี่ยงด้านระบบน้ำ ก็สามารถวางแผนแก้ไขได้ตรงจุด แทนการลงทุนปรับปรุงทุกด้านโดยไม่ทราบลำดับความสำคัญ ขณะที่เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์สามารถนำผลประเมินไปใช้ให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละฟาร์มได้มากขึ้น”



ด้าน นางนพวรรณ บัวมีธูป หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นไม่ใช่อุปกรณ์ตรวจหาเชื้อโรค แต่เป็น แบบประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลการจัดการฟาร์ม โดยคณะวิจัยเริ่มจากการศึกษา โดยคณะวิจัยเริ่มจากการศึกษาเส้นทางที่เชื้อไวรัสอาจเข้าสู่ฟาร์มสุกร ซึ่งพบ 12 เส้นทางสำหรับโรค ASF และ CSF และ 13 เส้นทางสำหรับโรค FMD ก่อนนำมาพัฒนาเป็นแบบประเมินที่ครอบคลุมปัจจัยต่าง ๆ เช่น ระบบน้ำ อาหารสัตว์ วัสดุอุปกรณ์ สัตว์เลี้ยง และยานพาหนะ จากนั้นใช้ตารางประเมินความเสี่ยง หรือ Risk Matrix มาจำแนกความเสี่ยงเป็น 4 ระดับ ได้แก่ แทบไม่พบความเสี่ยง ต่ำ ปานกลาง และสูง เพื่อให้เห็นว่าช่องทางใดควรได้รับการแก้ไขก่อน โดยเครื่องมือดังกล่าวผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมจัดอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจประเมินและผู้ประกอบการ ก่อนนำไปทดสอบในฟาร์มสุกรนำร่อง 10 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ระยอง นครปฐม ลพบุรี และราชบุรี




ผลการทดสอบพบว่า แม้ทุกฟาร์มจะมีความเสี่ยงโดยรวมต่อโรค ASF และ CSF อยู่ในระดับต่ำ แต่เมื่อประเมินแยกตามช่องทางที่เชื้ออาจเข้าสู่ฟาร์ม กลับพบว่า ทุกฟาร์ม หรือ 100% ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงด้านระบบน้ำกินและน้ำใช้ รองลงมาคือด้านสัตว์เลี้ยง 90% และวัสดุอุปกรณ์ 70%  ขณะที่โรค FMD พบว่าฟาร์ม 70% มีความเสี่ยงโดยรวมระดับปานกลาง และอีก 30% อยู่ในระดับต่ำ โดยมีจุดเสี่ยงแตกต่างกันตามสภาพการจัดการของแต่ละฟาร์ม ผลการทดสอบสะท้อนว่า แม้ฟาร์มจะมีมาตรการป้องกันโรคอยู่แล้ว แต่ยังอาจมีจุดเสี่ยงเฉพาะด้านที่ถูกมองข้าม เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นจึงช่วยให้ผู้ประกอบการค้นพบจุดที่ควรปรับปรุง และวางมาตรการป้องกันโรคได้ตรงกับปัญหาของแต่ละฟาร์มมากขึ้น

สำหรับการขยายผล คณะวิจัยมีแผนนำเครื่องมือไปใช้ในฟาร์มสุกรเพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายเพิ่มจำนวนฟาร์มที่ได้รับการรับรองระบบคอมพาร์ทเมนต์เป็น 227 แห่งภายในต้นปี 2570 พร้อมคาดว่าจะมีฟาร์มที่มีศักยภาพอีกประมาณ 120 แห่ง สามารถนำเครื่องมือไปใช้ประโยชน์ได้ โดยเตรียมขยายการใช้งานในอีก 12 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา กระบี่ อุทัยธานี นครสวรรค์ สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชัยนาท เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ และนครราชสีมา รวมถึงมีแนวทางพัฒนาเครื่องมือให้อยู่ในรูปแบบ แอปพลิเคชัน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการประเมินความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ



ทั้งนี้ คณะวิจัยประเมินว่า หากสามารถขยายผลการใช้เครื่องมือและยกระดับความพร้อมของฟาร์มได้ตามเป้าหมาย อาจสนับสนุนการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการส่งออกได้ประมาณ 300 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ตลาดสิงคโปร์มีศักยภาพรองรับเนื้อสุกรไทยราว 2,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ตลาดดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขภาพสัตว์และเงื่อนไขการนำเข้าของประเทศคู่ค้า

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวปิดท้ายว่า การป้องกันโรคสุกรไม่ใช่เพียงการลดความสูญเสียภายในฟาร์ม แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้าและโอกาสการส่งออก การสนับสนุนงานวิจัยครั้งนี้จึงเป็นการนำองค์ความรู้มาช่วยให้ผู้ประกอบการประเมินความเสี่ยงและวางแผนปรับปรุงฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสุกรไทยในระยะยาว

#ARDA #สวก #ระบบคอมพาร์ทเมนต์ #Compartment

#วิจัยเกษตร #งานวิจัยใช้ได้จริง #กรมปศุสัตว์ #สุกร

#ป้องกันโรคสุกร #ฟาร์มสุกรปลอดโรค #Biosecurity

#ยกระดับมาตรฐานฟาร์ม #สุกรไทยสู่ตลาดโลก

แสดงความคิดเห็น (0)
ใหม่กว่า เก่ากว่า
สาระดีดีนิวส์ไทม์
สาระดีดีนิวส์ไทม์
สาระดีดีนิวส์ไทม์