โรคระบาดในสุกรไม่เพียงสร้างความเสียหายให้เกษตรกร
แต่ยังเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการส่งออกเนื้อสุกรไทย
แม้ฟาร์มจะมีมาตรการป้องกันโรคอยู่แล้ว แต่ก็อาจมีจุดเสี่ยงที่ถูกมองข้าม
สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่กรมปศุสัตว์
ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
พัฒนาแบบประเมินความเสี่ยงโรคสุกรจากข้อมูลการจัดการฟาร์ม
เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการตรวจสอบช่องทางที่เชื้อโรคอาจเข้าสู่ฟาร์ม เช่น ระบบน้ำ
อุปกรณ์ สัตว์เลี้ยง และยานพาหนะ พร้อมจัดระดับความเสี่ยงเพื่อให้รู้ว่าควรปรับปรุงจุดใดก่อน
โดยผลทดสอบในฟาร์มนำร่อง 10 แห่ง พบว่าทุกฟาร์มยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงด้านระบบน้ำกินและน้ำใช้
สะท้อนความสำคัญของการประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับมาตรฐานการป้องกันโรคและเพิ่มความพร้อมสู่ตลาดส่งออก
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร
กล่าวว่า
อุตสาหกรรมสุกรเป็นหนึ่งในภาคการผลิตปศุสัตว์ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย
โดยข้อมูลกรมปศุสัตว์ ปี 2568 ระบุว่า ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร 142,846
ราย ผลผลิตประมาณ 23.49 ล้านตัว หรือ 1.937 ล้านตัน
ขณะที่การส่งออกเนื้อสุกรและผลิตภัณฑ์มีปริมาณ 10,351 ตัน มูลค่า 1,776 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม
การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับคุณภาพและราคาเพียงอย่างเดียว
แต่ยังต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านการป้องกันโรคระบาด โดยเฉพาะโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร
(ASF) โรคอหิวาต์สุกร (CSF) และโรคปากและเท้าเปื่อย
(FMD) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการค้าสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ระหว่างประเทศ
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการยกระดับฟาร์มเข้าสู่ ระบบคอมพาร์ทเมนต์ (Compartment)
ตามหลักการขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (WOAH) ซึ่งเป็นระบบการจัดการฟาร์มที่มีมาตรการป้องกันและเฝ้าระวังโรคอย่างเข้มงวด
สามารถแสดงหลักฐานสถานะปลอดโรคตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยอาศัย ความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity)
หรือมาตรการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่และแพร่กระจายภายในฟาร์ม
เช่น การควบคุมบุคคล ยานพาหนะ อุปกรณ์ และการจัดการน้ำ
ปัจจุบันประเทศไทยมีฟาร์มสุกรที่ได้รับการรับรองระบบคอมพาร์ทเมนต์ปลอดโรค ASF
จำนวน 173 ฟาร์ม ขณะที่ฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP มีจำนวน 4,376 ฟาร์ม
สะท้อนถึงความสำคัญของการส่งเสริมให้ฟาร์มที่มีศักยภาพพัฒนาระบบป้องกันโรคเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่การรับรองคอมพาร์ทเมนต์เพิ่มเติม
ด้วยเหตุนี้ ARDA จึงมุ่งนำงานวิจัยมาช่วยยกระดับมาตรฐานการป้องกันโรคของฟาร์มสุกร
ผ่านโครงการ
“การประเมินความเสี่ยงเชิงคุณภาพของเชื้อไวรัสโรคระบาดที่สำคัญเข้าสู่ฟาร์มสุกรในระบบคอมพาร์ทเมนต์เพื่อการส่งออก”
ซึ่งดำเนินการโดยกรมปศุสัตว์ร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โดยมี นางนพวรรณ บัวมีธูป หัวหน้ากลุ่มพัฒนาวิชาการปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์
เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย
เพื่อพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ประเมินความเสี่ยงตามสภาพการจัดการของแต่ละฟาร์ม
และนำผลที่ได้ไปวางแผนปรับปรุงมาตรการป้องกันโรคอย่างเป็นระบบ
“เครื่องมือนี้เปรียบเสมือน ‘แผนที่ความเสี่ยงของฟาร์ม’
ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองเห็นว่าจุดใดมีความเสี่ยงมากน้อยเพียงใด
และควรปรับปรุงมาตรการป้องกันโรคด้านใดก่อน เช่น หากพบความเสี่ยงด้านระบบน้ำ
ก็สามารถวางแผนแก้ไขได้ตรงจุด แทนการลงทุนปรับปรุงทุกด้านโดยไม่ทราบลำดับความสำคัญ
ขณะที่เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์สามารถนำผลประเมินไปใช้ให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับแต่ละฟาร์มได้มากขึ้น”
ด้าน นางนพวรรณ บัวมีธูป หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า
เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นไม่ใช่อุปกรณ์ตรวจหาเชื้อโรค แต่เป็น
แบบประเมินความเสี่ยงจากข้อมูลการจัดการฟาร์ม โดยคณะวิจัยเริ่มจากการศึกษา
โดยคณะวิจัยเริ่มจากการศึกษาเส้นทางที่เชื้อไวรัสอาจเข้าสู่ฟาร์มสุกร ซึ่งพบ 12
เส้นทางสำหรับโรค ASF และ CSF และ 13 เส้นทางสำหรับโรค FMD ก่อนนำมาพัฒนาเป็นแบบประเมินที่ครอบคลุมปัจจัยต่าง
ๆ เช่น ระบบน้ำ อาหารสัตว์ วัสดุอุปกรณ์ สัตว์เลี้ยง และยานพาหนะ
จากนั้นใช้ตารางประเมินความเสี่ยง หรือ Risk Matrix มาจำแนกความเสี่ยงเป็น
4 ระดับ ได้แก่ แทบไม่พบความเสี่ยง ต่ำ ปานกลาง และสูง
เพื่อให้เห็นว่าช่องทางใดควรได้รับการแก้ไขก่อน
โดยเครื่องมือดังกล่าวผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ
พร้อมจัดอบรมเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจประเมินและผู้ประกอบการ
ก่อนนำไปทดสอบในฟาร์มสุกรนำร่อง 10 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว
สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ระยอง นครปฐม ลพบุรี และราชบุรี
ผลการทดสอบพบว่า แม้ทุกฟาร์มจะมีความเสี่ยงโดยรวมต่อโรค ASF และ CSF อยู่ในระดับต่ำ
แต่เมื่อประเมินแยกตามช่องทางที่เชื้ออาจเข้าสู่ฟาร์ม กลับพบว่า ทุกฟาร์ม หรือ
100% ยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงด้านระบบน้ำกินและน้ำใช้ รองลงมาคือด้านสัตว์เลี้ยง
90% และวัสดุอุปกรณ์ 70% ขณะที่โรค FMD
พบว่าฟาร์ม 70% มีความเสี่ยงโดยรวมระดับปานกลาง และอีก 30%
อยู่ในระดับต่ำ โดยมีจุดเสี่ยงแตกต่างกันตามสภาพการจัดการของแต่ละฟาร์ม
ผลการทดสอบสะท้อนว่า แม้ฟาร์มจะมีมาตรการป้องกันโรคอยู่แล้ว
แต่ยังอาจมีจุดเสี่ยงเฉพาะด้านที่ถูกมองข้าม เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นจึงช่วยให้ผู้ประกอบการค้นพบจุดที่ควรปรับปรุง
และวางมาตรการป้องกันโรคได้ตรงกับปัญหาของแต่ละฟาร์มมากขึ้น
สำหรับการขยายผล คณะวิจัยมีแผนนำเครื่องมือไปใช้ในฟาร์มสุกรเพิ่มเติม
เพื่อสนับสนุนเป้าหมายเพิ่มจำนวนฟาร์มที่ได้รับการรับรองระบบคอมพาร์ทเมนต์เป็น 227
แห่งภายในต้นปี 2570 พร้อมคาดว่าจะมีฟาร์มที่มีศักยภาพอีกประมาณ 120 แห่ง
สามารถนำเครื่องมือไปใช้ประโยชน์ได้ โดยเตรียมขยายการใช้งานในอีก 12 จังหวัด
ได้แก่ กาญจนบุรี สุราษฎร์ธานี สงขลา กระบี่ อุทัยธานี นครสวรรค์ สุพรรณบุรี
ประจวบคีรีขันธ์ ชัยนาท เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ และนครราชสีมา
รวมถึงมีแนวทางพัฒนาเครื่องมือให้อยู่ในรูปแบบ แอปพลิเคชัน
เพื่อเพิ่มความสะดวกในการประเมินความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ คณะวิจัยประเมินว่า
หากสามารถขยายผลการใช้เครื่องมือและยกระดับความพร้อมของฟาร์มได้ตามเป้าหมาย อาจสนับสนุนการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากการส่งออกได้ประมาณ
300 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ตลาดสิงคโปร์มีศักยภาพรองรับเนื้อสุกรไทยราว 2,000
ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าประมาณ 600 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม
การเข้าสู่ตลาดดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขภาพสัตว์และเงื่อนไขการนำเข้าของประเทศคู่ค้า
ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร
กล่าวปิดท้ายว่า การป้องกันโรคสุกรไม่ใช่เพียงการลดความสูญเสียภายในฟาร์ม
แต่ยังเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้าและโอกาสการส่งออก
การสนับสนุนงานวิจัยครั้งนี้จึงเป็นการนำองค์ความรู้มาช่วยให้ผู้ประกอบการประเมินความเสี่ยงและวางแผนปรับปรุงฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสุกรไทยในระยะยาว
#ARDA #สวก #ระบบคอมพาร์ทเมนต์ #Compartment
#วิจัยเกษตร #งานวิจัยใช้ได้จริง #กรมปศุสัตว์ #สุกร
#ป้องกันโรคสุกร #ฟาร์มสุกรปลอดโรค
#Biosecurity
#ยกระดับมาตรฐานฟาร์ม #สุกรไทยสู่ตลาดโลก









