นางธัญญ์พิชชา เถระรัชชานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงาน สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 พิษณุโลก (สศท.2) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จังหวัดตากมีภูมิประเทศโดดเด่นด้วยธรรมชาติและความเหมาะสมต่อการทำเกษตร โดยเฉพาะ “ทุเรียนพบพระ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ทุเรียนน้ำแร่พบพระ” ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัดตาก พบปลูกในพื้นที่อำเภอพบพระ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตทุเรียนภูเขาฝั่งตะวันตกของไทยติดพรมแดนเมียนมาร์
สำหรับจุดเด่นของทุเรียนน้ำแร่พบพระ
คือผลผลิตจะออกหลังฤดูกาลทุเรียนของจังหวัดอื่น ทั้งในภาคเหนือและภาคตะวันออก ทำให้ในช่วงปลายฤดูทุเรียนของไทยยังมีทุเรียนพบพระออกมาป้อนตลาดให้ผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศได้ลิ้มรสความอร่อยอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนพบพระมากขึ้น
เนื่องจากกระแสของความต้องการบริโภคทั้งตลาดในประเทศและตลาดจีน
ส่งผลให้ราคาทุเรียนสูงขึ้นต่อเนื่องในช่วง 5 - 6 ปี
ที่ผ่านมา จูงใจให้เกษตรกรบางส่วนหันมาปลูกและขยายเนื้อที่ปลูกเพิ่ม อย่างไรก็ตาม
ทุเรียนน้ำแร่พบพระจะปลูกบนพื้นที่ภูเขาและลาดเชิงเขาทำให้การจัดการสวนตลอดอายุต้นทุเรียนยากกว่าพื้นที่ราบ
หากเกิดความแปรปรวนของสภาพอากาศ หรือการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิตทันที
ซึ่งจากการลงพื้นที่ของ สศท.2 ยังพบว่า
สวนทุเรียนพบพระคุณภาพดีที่ได้รับการยกย่องให้เป็นแปลงต้นแบบ คือ สวนทุเรียนวรรณา
ตำบลช่องแคบ อำเภอพบพระ จังหวัดตาก เป็นสวนทุเรียนที่ได้คุณภาพ มีมาตรฐาน GAP
อีกทั้งยังเป็นสวนเกษตรเชิงท่องเที่ยว โดยมีนางวรรณา รุจะศิริ
เป็นเจ้าของสวน ได้มีการปลูกมายาวนานกว่า 20 ปี
เนื้อที่ปลูกประมาณ 10 ไร่ หรือประมาณ 300 ต้น ซึ่งจะเน้นการผลิตทุเรียนปลอดภัยโดยใช้ปุ๋ยและสารชีวภัณฑ์เพื่อลดต้นทุนการผลิต
และเน้นจำหน่ายให้ผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ
ตามเส้นทางธรรมชาติของจังหวัดตากที่อยากลิ้มลองรสชาติทุเรียนน้ำแร่พบพระจังหวัดตาก
ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าวเพิ่มเติมว่า
เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานทุเรียนน้ำแร่พบพระ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรร่วมบูรณาการพัฒนาการผลิตและจัดการสวนทุเรียนคุณภาพให้ได้มาตรฐาน
เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ โดยเฉพาะช่วงกลาง – ปลายฤดูฝน
ที่ผลผลิตออกมาก โดยมีแนวทางสำคัญ คือ เร่งพัฒนาเกษตรกรให้ผลิตทุเรียนคุณภาพ
โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญให้ความรู้หรือพาไปศึกษา ดูงานในพื้นที่ต้นแบบ
การเสริมทักษะเจ้าหน้าที่ภาครัฐด้านการผลิต การจัดการสวน การป้องกันโรคแมลง และการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม
จัดทำโครงการพัฒนาโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม
สร้างต้นแบบฟาร์มทุเรียนอัจฉริยะเพื่อขยายผลสู่สวนอื่น การประชาสัมพันธ์การผลิตทุเรียนคุณภาพ
เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกยกเลิกคำสั่งซื้อ การผลักดันทุเรียนพบพระเป็นสินค้า GI
รวมถึงรักษามาตรฐานผลผลิตเพื่อสร้างโอกาสซื้อซ้ำ
และส่งเสริมเครือข่ายการผลิตและการตลาดทุเรียน เชื่อมโยงภายในประเทศ
เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดส่งออกในอนาคต
สำหรับสถานการณ์การผลิตทุเรียนน้ำแร่พบพระ จังหวัดตาก ปี 2568 (ข้อมูล ณ 27
ต.ค. 68) คาดว่า มีพื้นที่ปลูกทุเรียนยืนต้น 4,678 ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 72.97
ของพื้นที่ปลูกทั้งจังหวัด (6,411 ไร่) และ มีพื้นที่ให้ผลแล้ว 2,710
ไร่ คิดเป็น ร้อยละ 71.88 ของพื้นที่ให้ผลทั้งจังหวัด (3,770 ไร่) ผลผลิตรวม 2,141 ตัน (ผลผลิตออก มิ.ย. - ต.ค.) คิดเป็น ร้อยละ 69.60 ของผลผลิตรวมทั้งจังหวัด (3,076 ตัน)
เกษตรกรอำเภอพบพระที่ขึ้นทะเบียนการปลูก 177 ราย
(ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรอำเภอพบพระ จังหวัดตาก) เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์หมอนทอง
จะปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม และเก็บเกี่ยวเมื่ออายุประมาณ 5 – 7
ปี โดยราคาเฉลี่ย ปี 2568 แบ่งตามเกรด คือ เกรด A ราคา 90 - 100 บาท/กิโลกรัม เกรด B ราคา 40 – 60 บาท/กิโลกรัม และตกเกรด เช่น หล่น แก่จัด จำหน่ายราคา 10 - 20 บาท/กิโลกรัม ซึ่งผลผลิตกลุ่มตกเกรดจะมีเนื้อนิ่ม สุกเละ และกลิ่นแรง
แต่จะเป็นที่นิยมของชาวเมียนมาร์
สำหรับช่องทางการจำหน่าย
พบว่า ผลผลิตร้อยละ 70
จำหน่ายให้แก่ลูกค้าประจำที่เป็นพ่อค้าจากอำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ร้อยละ 20 จำหน่ายให้แก่ชาวเมียนมาร์ที่เข้ามาทำงานหรือ พักอาศัยอยู่ในบริเวณนั้น
ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 10
เกษตรกรตั้งร้านจำหน่ายผลผลิตริมทาง นอกจากนี้ ยังพบว่า
มีเกษตรกรบางส่วนที่นำผลผลิตมาแปรรูปเป็นทุเรียนกวน จำหน่ายในราคา 350 บาท/กิโลกรัม และทุเรียนทอด ราคา 600 บาท/กิโลกรัม
ทั้งนี้ ท่านใดสนใจข้การทำการเกษตร โดยเฉพาะอมูลเพิ่มเติมสอบถามได้ที่ สศท.2 โทร 0 5532 2650 และ 0 5532 2658 หรืออีเมล zone2@oae.go.th






