“อธิบดีนิรันดร์
มูลธิดา”เดินหน้าเต็มสูบแก้ปัญหาสหกรณ์โคนมสู่ความยั่งยืน
เน้นรวมกลุ่มคลัสเตอร์สหกรณ์เล็กเป็นเครือข่ายสหกรณ์ใหญ่ส่งน้ำนมดิบ(ส่วนเกิน)แปรรูปเพิ่มมูลค่า
เตรียมหารือปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำแปลงใหญ่โคนม ใช้อุปกรณ์แปรรูป
สร้างโรงงานอาหารสัตว์ร่วมกัน หวังลดต้นทุนอาหารโค
นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์
เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ดูงานกิจการสหกรณ์โคนม วังน้ำเย็น จำกัด อ.วังน้ำเย็น
จ.สระแก้ว ร่วมกับนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นสหกรณ์โคนมแห่งเดียวในประเทศไทยที่ใช้เทคโนโลยีการเป่า
แปรเปลี่ยนจากน้ำนมดิบเป็นนมผง โดยปัจจุบันสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด
สามารถผลิตนมผงได้ปีละประมาณ 6,500 ตัน
จากปริมาณน้ำนมดิบส่วนเกินกว่า 70,000 ตัน
ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตนมผงที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานเทียบเท่ากับต่างประเทศ
“สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น
เป็นสหกรณ์เดียวในขณะนี้ที่มีเทคโนโลยีการเป่าแปรสภาพน้ำนมดิบให้เป็นนมผงโดยนำน้ำนมดิบส่วนที่เกินจากผลิตเป็นนมพร้อมดื่ม
มาแปรรูปเป็นนมผง โดยใช้เทคโนโลยีการเป่า
ซึ่งสหกรณ์สามารถผลิตนมผงได้เทียบเท่ามาตรฐานต่างประเทศ และได้รับการรับรองคุณภาพในระดับสากล
ซึ่งในเบื้องต้น เราจะเจรจากับผู้ประกอบการภาคเอกชน
ซึ่งจะดูต้นทุนก่อนว่าสหกรณ์จะดำเนินการได้ตามสเปคที่ทางบริษัทที่จะซื้อกำหนดได้หรือไม่
เพราะว่าสเปคค่อนข้างสูง เขาใช้สเปคของนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย
ซึ่งลูกค้าจะต้องส่งสเปคนมผงที่ต้องการไปให้สหกรณ์ก่อน
สหกรณ์ก็จะดำเนินการตามคุณภาพและมาตรฐานตามที่กำหนด
ซึ่งก็ไม่น่าจะมีปัญหาเพราะที่ผ่านมาเราก็ทำร่วมกับเอกชนอยู่แล้ว”
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เผย
นายนิรันดร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันสหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น จำกัด
มีความพร้อมในการผลิตแบบ
ครบวงจร ทั้งเทคโนโลยีการเป่าที่ทีคุณภาพและได้มาตรฐานระดับโลก
มีทั้งห้องแลป และรับจ้างผลิต
หรือโออีเอ็ม (OEM) ให้กับบริษัทเอกชนจำหน่ายนมยักษ์ใหญ่ในตลาดหลายแห่ง
นอกจากนี้ยังผลิตนมยูเอสที (UHT) นมพาสเจอร์ไรส์
และสามารถแยกเป็นชีสได้ด้วย
“สหกรณ์โคนมที่วังน้ำเย็นใหญ่ที่สุด
นอกนั้นยังมีสหกรณ์โคนมหนองโพ สหกรณ์โคนมเชียงใหม่ สหกรณ์โคนมห้วยสัตว์ใหญ่
สหกรณ์โคนมไชยปราการ แต่ยังเป่าเป็นนมผงไม่ได้ ผลิตแต่นมยูเอสที นมถุงพาสเจอร์ไรส์
และนมอัดเม็ดได้ ซึ่งเทคโนโลยีเป่ามีที่เดียวคือ สหกรณ์โคนมวังน้ำเย็น
แล้ววังน้ำเย็นสามารถแยกเป็นชีสได้ด้วย”
อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เผยต่อว่าในส่วนสหกรณ์โคนมขนาดเล็กทุกวันนี้เราพยายามจัดสรรเป็นโควต้าในแต่ละแห่งให้กับสหกรณ์ใกล้เคียงที่รับผลิตนมแปรรูป
โดยจะให้ดำเนินการเต็มศักยภาพของเครื่องจักร อย่างเช่นสหกรณ์โคนมเชียงใหม่ จำกัด
สหกรณ์โคนมไชยปราการ จำกัด ก็จะรับน้ำนมดิบจากสมาชิกในเครือข่ายสหกรณ์ใกล้เคียงที่มีนมสดเกินความต้องการก็จะนำมาแปรรูปเป็นนมพาสเจอร์ไรส์
โดยจัดเป็นโควต้า รวมถึงส่งจำหน่ายให้กับคู่ค้าที่เป็นบริษัทด้วย
โดยจะกำหนดว่าสหกรณ์ไหนควรไปส่งสหกรณ์ไหนหรือบริษัทใด ขึ้นอยู่กับความต้องการแต่ละแห่ง
ทั้งนี้ เพื่อป้องการกระจุกตัวของน้ำนมดิบและเป็นการแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาดในระยะยาว
“ส่วนอีกมาตรการที่เราจะเร่งดำเนินการคือการแปรรูปนมอัดเม็ด
ซึ่งขณะนี้มีอยู่หลายสหกรณ์ ที่มี
ความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีสามารถผลิตนมอัดเม็ดได้
ก็จะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดอีกทาง”
นายนิรันดร์ย้ำด้วยว่าในส่วนสหกรณ์ขนาดเล็กที่รับน้ำนมดิบจากเกษตรกรสมาชิกส่งสหกรณ์ ขนาดใหญ่หรือบริษัทนำไปแปรรูป
จึงได้หารือกับท่านปลัดวิณะโรจน์
ทรัพย์ส่งสุขในเบื้องต้นว่าจะรวมสหกรณ์ขนาดเล็กเป็นกลุ่มคลัสเตอร์เข้าด้วยกัน
ทำลักษณะแปลงใหญ่ ใช้อุปกรณ์เทคโนโลยีแปรรูปร่วมกัน ผลิตอาหารสัตว์
โรงงานแปรรูปอาหารสัตว์ร่วมกัน เพื่อจะได้ประหยัดต้นทุนการผลิตของสหกรณ์และสมาชิก
โดยเฉพาะอาหารโค ที่สูงขึ้น ทำให้การผลิตน้ำนมดิบปัจจุบันยังมีต้นทุนที่สูง จึงสู้กับนมจากต่างประเทศไม่ได้
มีต้นทุนที่ถูกกว่า
อย่างไรก็ตาม
ปัจจุบันมีสหกรณ์สหกรณ์โคนมทั่วประเทศทั้งสิ้น
92 แห่งและชุมนุมสหกรณ์โคนม อีก 8 แห่ง กลุ่มเกษตรกร 1 แห่ง รวมเป็น 101
แห่ง ใน 33 จังหวัด สหกรณ์โคนมทั่วประเทศสามารถผลิตน้ำนมดิบได้ประมาณ 584,000 ตันต่อปี หรือเฉลี่ยวันละ 1,600 ตัน






