นายสุริยะ กล่าวต่อว่า ในกรณีที่เกิดน้ำท่วม ให้ทุกหน่วยงานช่วยกันป้องกันพื้นที่สำคัญ ทั้งโรงพยาบาล วัด โบราณสถาน และสถานที่สำคัญของจังหวัดและชุมชน ให้เกิดความเสียหายและได้รับผลกระทบ “น้อยที่สุด” ถ้ามีเหตุการณ์ฝนทิ้งช่วง ได้มอบหมายให้ กรมชลประทานเข้าจัดหารถบรรทุกน้ำและเครื่องสูบน้ำเข้าช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนทันที
“น้ำไม่ใช่แค่ต้นทุนการผลิต แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย โดยพื้นที่ EEC ต้องมีความมั่นคงด้านน้ำควบคู่พลังงานและโลจิสติกส์ เพื่อรองรับการลงทุน“ นายสุริยะ กล่าว
ทั้งนี้ ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้มองเป็นวิกฤต แต่ได้ “เร่งเตรียมพร้อมล่วงหน้า” เพื่อบริหารความเสี่ยงทั้งหมดผ่าน 5 มาตรการ ได่แก่ 1) เร่งเก็บกักน้ำต้นทุนในทุกพื้นที่ ทั้งอ่างเก็บน้ำแหล่งน้ำชุมชน และระบบกระจายน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อให้สามารถสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงหรือฤดูแล้ง 2) บริหารจัดการน้ำตามลำดับความสำคัญและข้อมูลเชิงพื้นที่ โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำไฟฟ้า อุตสาหกรรม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3) สนับสนุนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยเฉพาะภาคเกษตร ผ่านระบบชลประทานที่แม่นยำการวิเคราะห์ดิน การวางแผนเพาะปลูก และเทคโนโลยี climate-smart agriculture 4) ติดตามและพยากรณ์สถานการณ์น้ำและผลผลิตอย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนและให้ข้อมูลแก่เกษตรกรและผู้ประกอบการล่วงหน้า ลดความเสียหายและลดความผันผวนของตลาด และ 5) สนับสนุนการเพิ่ม “ผลิตภาพการใช้น้ำ” หรือ water productivity กล่าวคือ น้ำหนึ่งหน่วย ต้องสามารถสร้างผลผลิต รายได้ และมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นในระยะต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการ “แก้ปัญหาภัยแล้งเฉพาะหน้า” ไปสู่การ “บริหารน้ำเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อรองรับทั้งความมั่นคงอาหาร ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการลงทุนของประเทศในระยะยาว
“ผมเชื่อว่า หากทุกภาคส่วนร่วมมือกันใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ และการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพประเทศไทยจะสามารถผ่านความผันผวนของภูมิอากาศครั้งนี้ได้ และเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นโอกาสในการยกระดับภาคเกษตรและเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น” นายสุริยะ กล่าว



