วันที่ 18 มิถุนายน 2569 สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA นำโดย นางสาวกุลวรา โชติพันธุ์โสภณ รองผู้อำนวยการ ARDA พร้อมด้วย นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดร.เสริสุข สลักเพ็ชร์ กรรมการ ARDA นายสำราญ สาราบรรณ์ ผู้อำนวยการโครงการบริหารจัดการมุ่งเป้า Appropriate Technology (App Tech) คณะผู้ทรงคุณวุฒิ และสื่อมวลชน ลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อติดตามผลสำเร็จของโครงการ “การขยายผลเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่มศักยภาพการผลิตพืชเศรษฐกิจให้ได้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีในพื้นที่ภาคตะวันตก” ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก ARDA โดยมี ดร.ปิยะพร พิทักษ์ตันสกุล มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ให้การต้อนรับและนำเสนอผลการดำเนินงาน ณ แปลงขยายผลการผลิตกล้วยหอมทองปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก จังหวัดเพชรบุรี
นางสาวกุลวรา โชติพันธุ์โสภณ รองผู้อำนวยการ ARDA กล่าวว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่ผันผวน และการแข่งขันทางการตลาดที่รุนแรงขึ้น ขณะที่เกษตรกรจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างเต็มศักยภาพ ARDA จึงมุ่งผลักดันงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกร เป้าหมายของ ARDA ไม่ใช่เพียงสนับสนุนงานวิจัย แต่ต้องทำให้งานวิจัยสร้างรายได้จริงให้เกษตรกร ปัจจุบัน ARDA สนับสนุนโครงการวิจัยภายใต้แผนงาน App Tech แล้ว 37 โครงการ ร่วมกับ 24 หน่วยงาน ครอบคลุม 61 จังหวัดทั่วประเทศ และมีเกษตรกรเข้าร่วมแล้วกว่า 17,596 ครัวเรือน จากเป้าหมายปีแรก 10,000 ครัวเรือน สูงกว่าเป้าหมายปีแรกเกือบ 2 เท่า สะท้อนความเชื่อมั่นของเกษตรกรต่อเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการติดตามผลการถ่ายทอดเทคโนโลยีพร้อมใช้สู่เกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย ARDA ได้เยี่ยมชม 2 โครงการสำคัญ ได้แก่ การยกระดับการผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพส่งออก และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผักเคลอินทรีย์มูลค่าสูง
สำหรับโครงการผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพส่งออก ได้นำเทคโนโลยีการจัดการน้ำ การจัดการธาตุอาหาร และการจัดการผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยวมาประยุกต์ใช้ ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 19,600 ผล เป็น 22,400 ผล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 14% พร้อมยกระดับสัดส่วนผลผลิตเกรด A จากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 80 ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 26,365 บาท เป็น 54,078 บาทต่อไร่ต่อรอบการผลิต
ทั้งนี้ เนื่องจาก ญี่ปุ่นจะเปิดโควตานำเข้ากล้วยหอมทองจากไทยภายใต้กรอบความตกลง JTEPA สูงถึง 8,000 ตันต่อปี แต่ที่ผ่านมาไทยสามารถส่งออกได้จริงเพียง 3,000–4,000 ตันต่อปีเท่านั้น สาเหตุสำคัญมาจากคุณภาพผลผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ ขาดมาตรฐานการผลิต และต้นทุนการจัดการแปลงที่สูง ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากไม่สามารถผลิตกล้วยคุณภาพส่งออกได้ตามความต้องการของตลาด เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ARDA ได้สนับสนุนทุนวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมสำหรับการผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพส่งออกให้แก่เกษตรกรในอำเภอท่ายางและอำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ผ่าน 3 เทคโนโลยีสำคัญ เริ่มจากการจัดการน้ำด้วยระบบ Mini Sprinkler ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแปลงปลูกระยะ 2 x 2 เมตร สามารถกระจายน้ำได้อย่างทั่วถึงในอัตรา 2,800 ลิตรต่อรอบ ภายใน 20 นาที ช่วยให้ต้นกล้วยได้รับน้ำอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ ควบคู่กับการจัดการธาตุอาหารตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อกำหนดสูตรและปริมาณปุ๋ยให้เหมาะกับแต่ละช่วงการเจริญเติบโต โดยใช้ปุ๋ยคอกปรับปรุงดินในอัตรา 1,000–1,500 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งช่วงเตรียมแปลงและหลังปลูก 3 เดือน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ธาตุอาหารและลดต้นทุนการผลิต ขณะที่การจัดการผลผลิตก่อนเก็บเกี่ยว มีการค้ำยันต้นกล้วย ป้องกันความเสียหายของเครือ และกำหนดระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมที่ 58 วันหลังตัดหวีตีนเต่า เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีขนาด คุณภาพ และความสุกแก่ตรงตามมาตรฐานตลาดส่งออก
ผลจากการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง ทำให้ผลผลิตเพิ่มจาก 19,600 ผล เป็น 22,400 ผล หรือเพิ่มขึ้นกว่า 14% ถือเป็นการยกระดับผลผลิตเกรด A จากร้อยละ 60 เป็นร้อยละ 80 ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 26,365 บาท เป็น 54,078 บาทต่อไร่ต่อรอบการผลิต นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการเปลี่ยน “งานวิจัย” ให้เป็น “รายได้” ที่จับต้องได้ และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตรไทยในระยะยาว
ขณะที่โครงการผลิตผักเคลอินทรีย์ ได้นำเทคโนโลยีโรงเรือนต้นทุนต่ำและระบบการผลิตด้วยชีวภัณฑ์มาใช้ ช่วยลดความเสียหายจากโรคและแมลงศัตรูพืช เพิ่มผลผลิตจาก 30 กิโลกรัมต่อเดือน เป็นมากกว่า 150 กิโลกรัมต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 5 เท่า ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 2,280 บาท เป็น 6,150 บาทต่อโรงเรือนต่อเดือน
ทั้งนี้เนื่องจาก กระแสการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพส่งผลให้ผักเคล หรือ “ราชินีแห่งผักใบเขียว” กลายเป็นหนึ่งในพืชมูลค่าสูงที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนมากยังประสบปัญหาผลผลิตต่ำจากการปลูกกลางแจ้งที่ได้รับผลกระทบจากฝน ความร้อน และโรคแมลงศัตรูพืช ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยในพื้นที่ปลูก 100 ตารางเมตร จำนวน 400 ต้น สามารถเก็บผลผลิตได้เพียง 30 กิโลกรัมต่อเดือน ส่งผลให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงและไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ARDA จึงสนับสนุนการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมให้แก่สมาชิกวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์บ้านประชาบำรุง และวิสาหกิจชุมชนวัยหวาน ผ่าน 2 นวัตกรรมสำคัญ ได้แก่ “โรงเรือนต้นทุนต่ำ” ที่ใช้หลังคาพลาสติกคลุมร่วมกับสแลนพรางแสง ช่วยควบคุมสภาพแวดล้อม ลดผลกระทบจากฝนและอุณหภูมิที่แปรปรวน และ “ระบบการผลิตอินทรีย์ด้วยชีวภัณฑ์” ที่ใช้น้ำส้มควันไม้ บิวเวอร์เรีย บีที น้ำหมักชีวภาพ และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง ทดแทนการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช
ผลจากการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในพื้นที่ปลูกขนาด 100 ตารางเมตร จำนวน 400 ต้น สามารถเพิ่มผลผลิตจาก 30 กิโลกรัมต่อเดือน เป็นมากกว่า 150 กิโลกรัมต่อเดือน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 400% ช่วยลดปัญหาโรคและแมลง ยกระดับคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐาน และเพิ่มรายได้เฉลี่ยจาก 2,280 บาท เป็น 6,150 บาทต่อโรงเรือนต่อเดือน นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการเปลี่ยน “งานวิจัย” ให้เป็น “รายได้” ที่จับต้องได้ และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเกษตรมูลค่าสูงให้กับประเทศในอนาคต
“ARDA มุ่งผลักดันการขยายผลเทคโนโลยีพร้อมใช้สู่ภาคการเกษตรทั่วประเทศ เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้และงานวิจัยให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกร ตลอดจนเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนบนฐานนวัตกรรม”รองผู้อำนวยการ ARDA กล่าว










