นางสาวปิยะรัชฐย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เฉลิมพระเกียรติ
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 ระดับประเทศ
โดยมี นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์
ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางอัญชลี สุวจิตตานนท์
อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ
โรงเรียนแม่จันวิทยาคม ตำบลป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ว่า
โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ฯ
เป็นกลไกสำคัญในการนำนโยบายและบริการของภาครัฐลงสู่พื้นที่
เพื่อให้เกษตรกรได้รับคำปรึกษาและองค์ความรู้ที่ตรงกับปัญหา
สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสมและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง
โดยเฉพาะการรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
และต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น ผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา
สะท้อนให้เห็นว่าโครงการได้รับความเชื่อมั่นจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
มีการจัดงานครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด รวม 308 ครั้ง มีเกษตรกรลงทะเบียนขอรับบริการกว่า 82,900
ราย สูงกว่าเป้าหมายเกือบ 3 เท่า
และมีการเข้ารับบริการในคลินิกต่าง ๆ กว่า 191,600 ครั้ง
รวมทั้งมีการติดตามให้บริการอย่างต่อเนื่องแก่เกษตรกรที่ยังต้องการความช่วยเหลือกว่า
1,100 ราย ซึ่งสะท้อนว่าคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ไม่เพียงเป็นพื้นที่ให้คำปรึกษา
แต่เป็นระบบดูแลและแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง
รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า
สำหรับการดำเนินงานในปีนี้ได้กำหนดประเด็นสำคัญในการให้บริการ
โดยมุ่งเน้นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร
ผ่านการส่งเสริมการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และสารชีวภัณฑ์ การใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
การบริหารจัดการน้ำ การประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตร
การแปรรูปและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร การเชื่อมโยงตลาด การส่งเสริมอาชีพเสริม
ตลอดจนการสนับสนุนปัจจัยการผลิตที่จำเป็น
เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกร ถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี
และนวัตกรรมทางการเกษตร
พร้อมให้บริการวิเคราะห์ปัญหาและหาแนวทางแก้ไขด้านการผลิตอย่างครบวงจรยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ คลินิกส่งเสริมการเกษตร
เกษตรกรส่วนใหญ่เข้ารับบริการด้านการขยายพันธุ์ การปลูกและการดูแลรักษาพืช
คิดเป็นร้อยละ 32 รองลงมาเป็นการขอรับการสนับสนุนพันธุ์พืชคุณภาพดี
ร้อยละ 22 การสนับสนุนศัตรูธรรมชาติและชีวภัณฑ์เพื่อป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช
ร้อยละ 21 การให้คำแนะนำด้านการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช
ร้อยละ 17 และขอรับบริการอื่น ๆ ร้อยละ 8 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรยังคงให้ความสำคัญกับองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ควบคู่กับการลดต้นทุนและการจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม




