ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง
เดินหน้าส่งเสริมลดและหยุดใช้สารเคมีและสารพิษทางการเกษตรต่อเนื่อง 30 ปี
เผยแพร่องค์ความรู้แล้วไม่น้อยกว่า 29 ประเทศ ขณะที่ 16
ประเทศร่วมลงนามปฏิญญาสากลว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ เป็นครั้งแรก
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล.
เปิดเวทีนานาชาติภายใต้แนวคิด FROM LAB TO
LIFE ในงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ระหว่างวันที่ 1–6 กันยายน
2569 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างความร่วมมือด้านเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่
โดยวันที่ 4 กันยายน มีเวทีเสวนาระดับนานาชาติเรื่อง
“นวัตกรรมเกษตรอินทรีย์และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่” พร้อมกิจกรรมร่วมลงนามใน
“ปฏิญญาสากลว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่”
โดยมีประเทศเข้าร่วมลงนามในครั้งนี้ 15 ประเทศ และคาดว่าจะมีประเทศเข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
การขับเคลื่อนครั้งนี้มี ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง
เป็นหนึ่งในผู้นำและเป็นบุคคลสำคัญที่ทำงานด้านการส่งเสริมการลดหรือหยุดการใช้สารเคมีและลดสารพิษทางการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง
โดยตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา
ศ.ดร.เกษมได้รับเชิญจากหลายประเทศให้เดินทางไปเผยแพร่ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์
และส่งเสริมแนวทางการลดหรือหยุดการพึ่งพาสารเคมีในการเกษตรอย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือนมาจนถึงปัจจุบัน
จากการดำเนินงานดังกล่าว
ศ.ดร.เกษมมีส่วนร่วมและเผยแพร่ผลงานในต่างประเทศแล้ว ไม่น้อยกว่า 29 ประเทศ
สะท้อนให้เห็นถึงการสะสมองค์ความรู้ ประสบการณ์
และเครือข่ายความร่วมมือด้านการเกษตรที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน
แนวทางการทำงานดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงการลดหรือหยุดการใช้สารเคมีในภาคเกษตร
แต่ให้ความสำคัญกับการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างระบบการผลิตที่มีความปลอดภัย
สามารถตรวจสอบได้
และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคและตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับอาหารปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ เกษตรอินทรีย์ยุคใหม่
คือการใช้วิทยาศาสตร์จุลินทรีย์เข้ามาช่วยจัดการปัญหาในระบบการผลิต
โดยใช้จุลินทรีย์ที่ผ่านการคัดเลือกและศึกษาคุณสมบัติเฉพาะทาง
เพื่อจัดการปัญหาของดินและพืชในประเด็นที่กำหนด ลดการพึ่งพาการใช้สารเคมี
และเปิดทางสู่ระบบการผลิตที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น
องค์ความรู้ดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการประยุกต์ใช้จุลินทรีย์ในการจัดการปัญหาที่มีความซับซ้อน
เช่น การเปลี่ยนรูปและจัดการโลหะหนักในระบบการเกษตร ได้แก่ ปรอท แคดเมียม สารหนู
ตะกั่ว และโครเมียม ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพของดิน น้ำ
และความปลอดภัยของผลผลิต
สจล. หนุน RIMOA เชื่อมงานวิจัยกับการเกษตรยุคใหม่
อีกองค์ประกอบสำคัญของการขับเคลื่อนคือ
สถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. หรือ RIMOA ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล.
ในการจัดตั้งและพัฒนาให้เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการวิจัยและต่อยอดองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่
ภายใต้การนำของ ศ ดร เกษม สร้อยทอง ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่
สจล.
RIMOA ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยกับการประยุกต์ใช้จริง
โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีจุลินทรีย์ นวัตกรรมการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ
ตลอดจนการพัฒนาระบบที่สามารถตอบโจทย์เกษตรกรและภาคธุรกิจ
ขณะเดียวกัน มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ หรือ EarthSafe เข้ามามีบทบาทเชื่อมโยงกับ สจล. และ RIMOA
ในการรับรองแปลงเกษตรและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรภายใต้มาตรฐานการรับรองเกษตรอินทรีย์ของ
สมาคมเทคโนโลยีเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ AATSEA ซึ่งมี
ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง เป็นนายกสมาคม
และทำหน้าที่เป็นหน่วยงานสำคัญในการเชื่อมโยงการรับรองเกษตรอินทรีย์
กับเครือข่ายนานาประเทศ
การทำงานร่วมกันของ สจล. RIMOA AATSEA
EarthSafe นักวิจัยจากหลายประเทศ
รวมถึงเกษตรกรและผู้ประกอบการที่นำองค์ความรู้ไปลงมือทำจริง
กำลังพัฒนาเป็นเครือข่ายความร่วมมือที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น
และเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ในระดับนานาชาติ
4KINGS ผลงานวิจัยที่เดินทางถึงมือเกษตรกร
หนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดจากการนำองค์ความรู้ด้านจุลินทรีย์มาพัฒนาต่อยอด
คือ 4KINGS ซึ่งเกิดขึ้นจากงานวิจัยและนวัตกรรมด้านจุลินทรีย์ทางการเกษตร
ของศ.ดร.เกษม สร้อยทอง
และได้รับการพัฒนาต่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้จริงในภาคเกษตร
4KINGS จึงเป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์
แต่เป็นตัวอย่างของความพยายามในการนำงานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการและพัฒนาให้เกิดการใช้งานจริงในระดับเกษตรกร
การต่อยอดในเชิงธุรกิจดำเนินผ่าน บริษัท เค-วัน ลาดกระบัง จำกัด
ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยลาดกระบังโฮลดิ้งและนักวิจัย
ทำหน้าที่สนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปพัฒนาในรูปแบบธุรกิจ
ขณะเดียวกันมีการทำงานร่วมกับ บริษัท ไอออน โฮลดิ้ง จำกัด
ภาคเอกชนที่มีประสบการณ์และศักยภาพในการร่วมพัฒนางานวิจัยให้สามารถผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จริงและขยายการเข้าถึงไปยังเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง
รูปแบบการทำงานดังกล่าวช่วยให้เกิดความต่อเนื่องระหว่างงานวิจัย
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต และการนำไปใช้จริงในพื้นที่
โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้นวัตกรรมที่เกิดจากงานวิจัยสามารถสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรได้ในวงกว้าง
ความสำเร็จของ 4KINGS จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของการสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัย สถาบันการศึกษา
และภาคเอกชน
เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง
โดยมีแผนที่จะขยายการดำเนินงานและผลิตภัณฑ์ไปยังต่างประเทศต่อไป
15 ประเทศ จุดเริ่มต้นของความร่วมมือเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่
ที่กำลังขยายตัว
เวทีที่ สจล. ในครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการจัดเสวนาทางวิชาการ
เพราะเป็นพื้นที่ที่นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ เกษตรกร ผู้ประกอบการ
และเครือข่ายจากหลายประเทศได้เข้ามาแลกเปลี่ยนแนวคิดและสร้างความร่วมมือร่วมกัน
14
ประเทศร่วมลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ ในครั้งนี้
ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความร่วมมือระหว่างประเทศ
และยังเป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดโอกาสให้เครือข่ายขยายตัวต่อไปในอนาคต
สำหรับประเทศไทย
ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ระบบอาหารของโลกกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่
ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร
ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหาร
และความต้องการอาหารที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้เพิ่มสูงขึ้น
เกษตรอินทรีย์ยุคใหม่จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลดหรือหยุดสารเคมี
แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการออกแบบระบบเกษตรกรรมที่สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม
ใช้วิทยาศาสตร์สร้างความปลอดภัย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคการเกษตรในระยะยาว
การเดินหน้าของ ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา
รวมถึงการสนับสนุนของ สจล. ผ่าน RIMOA การเชื่อมโยงของ AATSEA บทบาทของ EarthSafe และความร่วมมือของนักวิจัย เกษตรกร และภาคธุรกิจจากหลายประเทศ
จึงกำลังกลายเป็นเครือข่ายที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของระบบเกษตรกรรมไทย
เป้าหมายในระยะยาวอาจไม่ได้อยู่เพียงการทำให้เกษตรกรลดหรือหยุดการใช้สารเคมี
แต่คือการยกระดับประเทศไทยให้สามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดโลก
จากงานวิจัยถึงแปลงเกษตร จากเกษตรกรถึงผู้บริโภค
และจากประเทศไทยสู่ความร่วมมือระดับโลก
นี่คือทิศทางของ “เกษตรอินทรีย์ยุคใหม่”
ที่กำลังถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง และ 15 ประเทศที่ร่วมลงนามในครั้งนี้ จะ
เป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ เป็นการปฏิวัตการเกษตร
ที่กำลังขยายตัวต่อไปอีกในอนาคต





